[KB/FanFic] Invisible love

posted on 07 May 2012 16:41 by deciso  in FanFic  directory Fiction, Cartoon, Lifestyle

** ATTENTION

เนื้อหาใน page นี้เป็นเพียงจินตนาการของจขบ.เท่านั้น ในเนื้อหาของเรื่องจริงๆไม่ใช่อนิเมะหรือการ์ตูนวาย(Yaoi/ชาย-ชาย)

ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ  และถ้าคิดว่าตนอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้  กรุณาปิดหน้านี้ไปเลยนะคะ

****************

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
อัพบล็อกทุกวันเลยวุ้ย 555 พอดีช่วงนี้มีเรื่องให้อัพเยอะเป็นพิเศษ^^ เอาล่ะไม่เวิ่นมาก แปะเลยเน้อ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
**มีอ้างถึงอนิเมะตอน13 ของSS1นะคะ
 
 
 
 
 
Title : Invisible love
Author : Deciso
Fandom : Kimi to boku
Pairing : ยูกิ x คานาเมะ
Rate : PG
 
 
 

                “คิดถึงจังเลยนะครับ  ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย”  เสียงสุภาพอย่างเป็นเอกลักษณ์จากเด็กหนุ่มหน้าหวานนามชุน  “โรงเรียนอนุบาลฮิดามาริ”

 

 

                “เออ”  คานาเมะส่งเสียงตอบรับ  ความจริงอยากจะพูดอะไรมากกว่านั้นหากตอนนี้เขากำลังตื่นเต้น  ใช่แล้ว!  ตื่นเต้นมากจนพูดไม่ออก  เลยได้แต่ทำหน้านิ่ง ๆ หันซ้ายหันขวาแสร้งทำเป็นสำรวจบริเวณโดยรอบ

 

 

                “ตื่นเต้นที่จะได้เจอครูคาโอริสุดที่รักเหรอ  คานาเมะคุง”  เสียงเนือยแต่โคตรกวนประสาทสำหรับคนฟังดังขึ้นข้างหู 

 

 

                “หุบปากเลยยูกิ!” 

 

 

                “เอ๋  ยุกกี้กวนอะไรคานาเมจจิอีกแล้วเหรอ!?”  เสียงที่แสดงถึงความกระตือรือร้นตลอดเวลาสอดถาม พร้อมกับร่างเล็กของเด็กหนุ่มนามจิซึรุเดินเข้ามาหาเพื่อนทั้งสอง  “ว่าไง  มีอะไรกันเหรอทั้งสองคน”

 

                “ไม่สอดเรื่องของคนอื่นสักครั้งจะได้ไหม!”

 

                “คานาเมจจิไม่ใช่คนอื่นนี่นา  เป็นเพื่อนสุดที่เลิฟของฉันต่างหาก”  จิซึรุทำปากยื่น  ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วจึงแกล้งถามอีกฝ่ายผู้ที่บัดนี้หน้าเริ่มขึ้นสีเรื่อ  “วันนี้ครูคาโอริจะอยู่รึเปล่าน้าคานาเมจจิ”

 

                “จะไม่อยู่ได้ยังไงก็โทร.มานัดล่วงหน้าแล้ว”  ยูตะตัดสินใจตอบแทน  ฟังเสียงทะเลาะกันบ่อย ๆ แบบนี้ก็เหนื่อยหูเหมือนกันนะ(ถึงเขาจะรวมหัวแกล้งเป็นบางครั้งก็เถอะ)  เด็กหนุ่มหันมองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า  “จังเกิ้ลยิมเล็กขนาดนี้เลยเหรอ”

 

                “นายพูดเหมือนตอนมาครั้งที่แล้วเลยนะยูตะ  ไม่เบื่อบ้างเหรอ”

 

                “ไม่เบื่อหรอก  ก็มันเรื่องจริงนี่  ทุกอย่างดูเล็กไปหมดเลย” 

 

                “โรงเรียนอนุบาลไม่ได้เปลี่ยน  แต่พวกเราโตขึ้นสินะครับ”

 

                “ชุนก็พูดเหมือนเดิมเลยนะ  ไม่บะ…”

 

                “แล้วเอ็งจะพูดซ้ำซากทำไมวะ!”  คานาเมะแว้ดลั่นอย่างทนไม่ไหว  พร้อมมอบสันมือให้กลางกบาลเป็นรางวัล  ไม่พูดจากวนประสาทสักวันมันจะตายไหม!

 

                “เจ็บนะคานาเมะ”  ยูกิพูดพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะปอย ๆ พยายามทำให้ดูน่าสงสาร  แต่ในสายตาคานาเมะแล้วกลับเห็นแต่ท่าทางกวนอวัยวะเบื้องล่าง

 

                “ก็สมควรโดนแล้ว”  ร่างโปร่งคำราม  ก่อนหันไปหาเพื่อนที่เหลือเพื่อชวนเข้าไปภายใน  ทว่าเมื่อหันกลับไปกลับไม่เห็นร่างของใครสักคน  เฮ้ย  หายไปไหนกันหมดฟะ!

 

                “เดินเข้าไปก่อนแล้ว”  ยูกิตอบเหมือนอ่านใจฝ่ายตรงข้ามได้  ไม่หรอก  ไม่ใช่อ่านใจหรอก  ก็ท่าทางของคานาเมะออกจะชัดถึงขนาดนั้น  ใช่แล้ว  คานาเมะก็เป็นอย่างนี้  มีอะไรก็แสดงออกทางสีหน้าและท่าทางหมด  ต่างจากเขาลิบลับ

 

                “แล้วทำไมถึงไม่บอกกันก่อนเลย”  คานาเมะพึมพำ  และเดินตรงไปยังตึกเรียน

 

                “ชุนบอกนายแล้วนะแต่นายไม่ฟังเอง”  ยูกิที่เดินตามมาข้างหลังเอ่ยเบา ๆ ด้วยโทนเสียงเช่นปกติ(แน่ล่ะว่ามันแสนจะกวนประสาทสำหรับคานาเมะ)

 

                “ฉันไม่ได้ถามความเห็นนาย  ยูกิ!” 

 

                “ครับ ๆ คา-นา-เมะ-แว่น-คุง”

 

                “จะกวนกันใช่ไหม!”

 

                “ไม่ได้กวน  แค่พูดตามความจริง  ก็นายใส่แว่นจริง ๆ นี่นา  คานาเมะ-แว่น-คุง’

 

                “ไอ้บ้ายูกิ!”

 

 

 

                “ยังไม่เลิกทะเลาะกันเลยนะครับ”  ชุนขยับยิ้มอย่างหนักใจเมื่อหูแว่วเสียงคู่กัดดังเข้ามาใกล้ ขณะนี้พวกเขาทั้งสามเดินเข้ามาในอาคารเรียนแล้ว

 

                “ก็เป็นเรื่องปกตินี่  วันไหนไม่ทะเลาะสิถึงผิดปกติ”  ยูตะตอบเรียบ ๆ คล้ายคุยเรื่องสภาพอากาศอย่างไรอย่างนั้น  แต่ชุนก็เห็นด้วยเพราะคานาเมะกับยูกิเป็นแบบนั้นจริง ๆ ทะเลาะกันตั้งแต่จำความได้แล้ว  เมื่อยูตะพูดแบบนั้นขึ้นมาก็ทำให้เขาอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าถ้าเกิดวันไหนยูกิกับคานาเมะไม่ประชันฝีปากกันจะเกิดอะไรขึ้น

 

                คิดมาถึงตรงนี้ชุนก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เล่นเอายูตะกับจิซึรุหันมามองอย่างงง ๆ

 

                “ขำอะไรเหรอชุนจัง  บอกฉันบ้างสิ”  จิซึรุเอ่ยถามรัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

                “ไม่มีอะไรหรอกครับ  แค่ขำกับความคิดตัวเองนิดหน่อย”  จบประโยคก็หลุดขำเบา ๆ อีกครั้ง  จะไม่ให้ขำได้ยังไงล่ะ  ไม่รู้เขาเอาความคิดนั้นมาจากไหน  ก็จะมันจะมีวันนั้นได้ยังไงล่ะ  วันที่คานาเมะกับยูกิไม่ทะเลาะกัน  มันจะไปมีวันแบบนั้นได้ยังไง  จริงมั้ย?

 

                “นี่ ๆ ๆ  ว่าจะถามนานแล้ว  ทำไมยุกกี้กับคานาเมจจิถึงทะเลาะกันบ่อยจังล่ะ”  ถึงเพื่อนทะเลาะกันมันจะเป็นเรื่องปกติก็เถอะ  แต่เจอหน้ากันเป็นฉะแบบนี้  ไม่คิดว่ามันแปลกไปหน่อยเหรอ 

 

                “เอ...  ก็ไม่รู้สินะครับ  ยูกิคุงกับคานาเมะคุงก็เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่อยู่อนุบาลแล้ว”  เด็กหนุ่มร่างโปร่งบางมีท่าทีครุ่นคิด  ก่อนจะหันไปถามความเห็นคนข้าง ๆ  “ยูตะคุงจำได้ไหมครับว่าคานาเมะคุงกับยูกิคุงเริ่มทะเลาะกันได้ยังไง”

 

                “จำไม่ได้หรอก  อดีตนานแสนนานแบบนั้น”

 

                คำตอบที่ได้ทำเอาชุนถึงกับปลงตก  ตอบอะไรที่เป็นประโยชน์หน่อยได้ไหมครับยูตะคุง

 

                “คงต้องไปถามยูกิเอาเอง  ถึงฉันจะเป็นพี่ก็ใช่ว่าจะรู้ความคิดของน้องทั้งหมด”  ยูตะอธิบายเพิ่มก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย  ซึ่งก็พร้อมกับเสียงอันดังของเด็กหนุ่มร่างเล็ก

 

                “อ๊ะ!  ยุกกี้กับคานาเมจจิมาแล้ว!”  จิซึรุโพล่งขึ้น  คล้ายจะบอกเป็นกลาย ๆ ว่าให้หยุดพูดถึงคนทั้งสอง  ก่อนตนจะวิ่งไปหยอกล้อคานาเมะเป็นการกลบเกลื่อน  ซึ่งก็แน่นอนว่ายูกิต้องร่วมวงด้วย  และก็แน่ยิ่งกว่าแน่ว่าคานาเมะจะต้องโวยวายและใช้กำลังเหมือนเคย

 

                “สดใสกันจังน้าสามคนนั้น”  ชุนอดพูดขึ้นมาไม่ได้เมื่อได้เห็นภาพของเพื่อนทั้งสาม  ก่อนจะหันกลับมาหายูตะที่เอาแต่จ้องหน้าน้องชายของตนที่กำลังชูแว่นตาที่ดึงมาจากคานาเมะขึ้นเหนือหัวด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง  “แล้วยูตะคุงจะพูดอะไรต่อรึเปล่าครับ  เมื่อกี้นี้”

 

                ยูตะเบือนหน้ามามองคนข้างกาย  ก่อนเงียบไปชั่วอึดใจ  แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนชุนนึกแปลกใจ  “เป็นไปไม่ได้ที่พี่ชายจะรู้ความคิดของน้องไปซะหมด” 

 

                เด็กหนุ่มทวนประโยคเดิมก่อนจะเว้นจังหวะ  และเบือนหน้ากลับไปมองร่างของน้องชายอีกครั้ง  “โดยเฉพาะความรู้สึกที่เจ้าตัวพยายามปิดน่ะนะ”


                แม้จะติดใจสงสัยกับประโยคที่ได้ยิน  ชุนก็ไม่พูดอะไร  เขาได้แต่พยักหน้าให้เล็กน้อยเท่านั้น

 

                “มากันแล้วเหรอจ๊ะ  อรุณสวัสดิ์จ้ะคานาเมะคุง  ชุนคุง  ยูตะคุง  ยูกิคุง  จิซึรุคุง”  โดยไม่ทันตั้งตัว  เสียงหวานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งสวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูเดินเข้ามาใกล้  ใบหน้าสวยหมดจดล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีน้ำตาลตัดสั้นทำให้ดูอ่อนกว่าวัย  “ไม่คิดว่าจะมากันเร็วขนาดนี้  ขอโทษที่ไม่ได้ออกไปรับหน้าโรงเรียนนะจ๊ะ”

 

                “คะ..”

 

                “คุณครูจำชื่อผมได้ด้วย  ดีใจจังเลย!”  จิซึรุแทรกขึ้นมาอย่างไม่สนใจว่ามีใครกำลังจะพูดอะไรหรือไม่ 

 

                “จะทำอะไรน่ะ  เจ้าลิง”  คานาเมะผู้ถูกตัดหน้าลากร่างเล็กของเพื่อนออกห่างจากครูคาโอริ  แล้วหันไปคำราม  “ทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย!”

 

                “อะไรกันคานาเมจจิอ้ะ!”

 

                “วันนี้ก็ต้องขอรบกวนหน่อยนะครับ”  ชุนหันไปกล่าวกับครูคาโอริพร้อมโค้งตัวอย่างสุภาพ  “มารบกวนคุณครูอีกแล้ว”

 

                “รบกวนที่ไหนกันชุนคุง  ครูต่างหากที่รบกวนพวกเธอ  วันหยุดแท้ ๆ แต่กลับขอให้มาช่วยดูแลเด็ก ๆ ที่นี่”  เธอตอบ  รู้สึกเกรงใจจริง ๆ เพราะวันหยุดไม่ควรที่จะให้เด็กมาทำงาน  แต่เพราะครูที่เป็นเวรช่วยดูแลอีกคนลากลับบ้าน  แล้ววันนี้ก็มีคอร์สเรียนพิเศษด้วย  เธอไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครจริง ๆ

 

                “พวกผมยินดีครับ” 

 

                “ขอบใจพวกเธอมากนะจ๊ะ  เอาล่ะ  งั้นครูจะพาไปหาพวกเด็ก ๆ นะ”  ครูคาโอริบอก  ก่อนจะเสริม  “แต่คงไม่ทำความรู้จักใหม่ล่ะมั้ง  เพราะก็เป็นนักเรียนกลุ่มเดิมกับที่พวกเธอเจอคราวที่แล้ว”

 

                “เห?  กลุ่มเดิม!?”  เด็กหนุ่มทั้งห้าประสานเสียงขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมาย  ให้ครูคาโอริยิ้มแก้มแทบปริที่เห็นอดีตลูกศิษย์สามัคคีและกระตือรือร้นกันขนาดนี้

 

                “จ้ะ  คราวนี้ก็ฝากดูแลเหมือนเดิมนะจ๊ะ”

 

 

: : : : : : : : : :

 

 

                กลุ่มเดิม..จริง ๆ ด้วย…

 

                รุ่นพี่ทั้งห้าอยากจะหันกายออกไปจากห้องตั้งแต่ก้าวเข้ามาเลยทีเดียว  ความทรงจำอันแสนเหน็ดเหนื่อยและน่าอาย(?)จากการมาฝึกงานคราวก่อนเด่นชัดอยู่ในสมอง  ครั้งนี้ก็ต้องเหนื่อยอีกใช่ไหมเนี่ย  ขอนอนเอาแรงก่อนได้ไหม…

 

                “พวกพี่ชายมาอีกแล้ว!  ดีใจจังเลย” 

 

                “พี่ชายมาเล่นกับพวกเราอีกแล้ว!” 

 

                น้ำเสียงสดใสดังขึ้นไม่ขาด  จนครูคาโอริบอกให้เงียบนั่นล่ะถึงจะยอมเงียบและทำตัวสงบลงได้ 

 

                ให้ตาย  เห็นแววเหนื่อยมาแต่ไกล  คานาเมะถอนใจ  ก่อนจะกวาดสายตามองหาร่างของใครคนหนึ่ง  และไม่นานก็หาพบ

 

                เคน…เด็กชายผมสีเข้มกำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นเดียวกัน  ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นติดจะเขินเล็กน้อย  ถึงจะยังดูกวนไปบ้างแต่ก็น่าเอ็นดูและดูเป็นมิตรกว่าคราวที่แล้วล่ะนะ  เขายังจำความแค้นต่อเจ้าเด็กนี่ได้ดี  ฮึ่ม! คราวนี้แหละ!

 

                “ความแค้นเป็นหนทางแห่งบาป  เขาว่าตายไปจะตกนรกล่ะ”  เสียงที่ไม่อยากได้ยินที่สุดกระซิบอยู่ข้างหู  ไม่ต้องบอกคานาเมะก็รู้ว่าใคร 

 

                “นายหุบปากไปเลยยูกิ”

 

                “ครับ  คานาเมะ-แว่น-คุง”

 

                ไอ้หมอนี่!  คานาเมะได้แต่เดือดดาล  นี่ถ้าไม่อยู่ต่อหน้าครูคาโอริล่ะก็..  เอ็งตาย!!

 

                “เดี๋ยวครูขอไปจัดการเอกสารหน่อยนะจ๊ะ  พยายามเข้านะทุกคน”  หลังจากพูดกับนักเรียนจบแล้ว  คาโอริก็หันมาหาเด็กหนุ่มทั้งห้าซึ่งก็ได้แต่รับคำอย่าง(พยายาม)สดใสและกระปรี้กระเปร่ามากที่สุด

 

                “อะ..เอ่อ  ครูคาโอริครับ  มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ”  หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันออกไปแล้ว  คานาเมะก็หันไปหาครูคาโอริที่กำลังเดินออกไปจากห้อง  เด็กหนุ่มรู้สึกประหม่าเสียจนไม่กล้าสบตา  แย่ล่ะ  อย่าทำตัวมีพิรุธสิคานาเมะ!

 

                “อ้อ  จ้ะ  จะว่าไปก็มีอยู่นะ”  คาโอริพูดเหมือนนึกขึ้นได้  ก่อนขยับยิ้มสดใสที่ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับหน้าแดง  “คงต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ  คานาเมะคุง”

 

                “ไม่เป็นไรครับ  ผมยินดีช่วยอยู่แล้ว”  คานาเมะแทบกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ขณะเดินตามร่างบางไป  ทว่าก็ต้องชะงักกึกเมื่อถูกใครบางคนรั้งต้นแขนเอาไว้

 

                “คิดจะอู้เหรอ”  เสียงราบเรียบมาพร้อมกับแรงบีบน้อย ๆ ที่ต้นแขน

 

                “อู้อะไร  ฉันไปช่วยงานครูคาโอริ”  คานาเมะพยายามสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม  แต่อีกฝ่ายกลับบีบแน่นขึ้นกว่าเดิม  “ทำอะไรวะยูกิ  ปล่อยนะ  ครูคาโอริรออยู่!”

 

                เพี้ยะ!


                โดยไม่คาดคิด  เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องถึงกับเรียกให้คนทั้งห้องหันมามอง  คานาเมะเบิกตากว้างขณะมองฝ่ามือตัวเองสลับกับท่อนแขนของอีกฝ่ายที่ขึ้นสีแดงเป็นรอยมืออย่างไม่เข้าใจ  นี่เขาทำอะไรลงไป  เขาตียูกิงั้นเหรอ  แถมตีแบบจริงจังด้วย!

 

                “ยะ..ยู..”

 

                “จะไปไหนก็ไปเถอะคานาเมะ  ครูคาโอริรออยู่ไม่ใช่เหรอ”  ยูกิปล่อยแขนอีกฝ่ายทันทีราวต้องของร้อน  แม้เสียงจะราบเรียบเหมือนเช่นปกติแต่คานาเมะกลับรู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก  ยูกิไม่มองหน้าเขาเลยกลับเดินไปหายูตะที่นั่งเล่นตุ๊กตากับเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งด้านหลังห้อง

 

                คานาเมะทำอะไรไม่ถูก  จะเดินตามไปดีไหมนะ?

 

                “คานาเมะคุง”  ครูคาโอริที่เดินย้อนกลับมาชะโงกหน้าเข้ามาในห้อง  และเมื่อเห็นว่าคนทั้งห้องกำลังจ้องมองมาที่อดีตลูกศิษย์ก็ถามขึ้นอย่างแปลกใจ  “มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ”

 

                “อะ…ไม่ครับ”  ปากตอบไปก่อนความคิด  ทั้งที่ยังพะวงเรื่องที่เกิดขึ้นแท้ ๆ แต่ไม่รู้ทำไมปากถึงพูดออกไปอย่างปัดความรับผิดชอบแบบนั้น  “ไม่มีอะไรครับ  ไปกันเถอะครับครูคาโอริ”

 

 

: : : : : : : : : :

 

 

                ภายในห้องพักครูโรงเรียนอนุบาลเล็กกว่าห้องพักครูที่โรงเรียนโฮมาเระ  โรงเรียนปัจจุบันของเขา  แต่ก็ไม่ได้จัดว่าเล็กจนอึดอัด  คาโอริเดินไปเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะของตัวเอง  แล้วหยิบเอกสารหลายปึกออกมา  มันคือแบบฟอร์มที่กรอกแล้ว

 

                “นี่จ้ะ  ครูอยากให้เธอช่วยพิมพ์แบบฟอร์มนี้  ได้ไหมจ๊ะคานาเมะคุง”

 

                “ได้สิครับ”  เจ้าของชื่อตอบ  ไม่มีความประหม่าอยู่ในน้ำเสียงเลย  ในเวลานี้ความเขินอายเหือดหายไปไหนไม่อาจรู้ได้  ทั้งที่ครูคาโอริที่แอบชอบมานานอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมในหัวถึงมีแต่หน้าเจ้านั่นนะ

 

                ไม่ได้ ๆ คานาเมะร้องบอกตัวเอง  มีโอกาสอยู่กับครูคาโอริสองต่อสองทั้งที  ต้องตักตวกความสุขเอาไว้สิ!

 

                “งั้นผมขอใช้คอมฯตรงโน้นนะครับ”  คานาเมะบอก  แล้วชี้นิ้วไปทางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่อยู่ติดผนังหลังห้อง

 

                “ตามสบายเลยจ้า”  คาโอริพยักหน้าให้  ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ของตนเพื่อตรวจงานของนักเรียน  “มีอะไรสงสัยก็ถามครูนะจ๊ะ”

 

                “ครับ”

 

 

: : : : : : : : : :

 

 

                เสียงต่อกแต่กและเสียงขีดเขียนของปากกาเป็นเพียงสองเสียงที่ได้ยินในหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านไป  ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เคร่งครึมจนแทบบึ้ง  คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะผูกกันเป็นปม  ขณะที่ภายในกำลังเดือดพล่านไปด้วยความหงุดหงิด

 

                ทำไมถึงไม่เลิกคิดถึงเจ้าบ้านั่นสักทีนะ!  คานาเมะคำรามในใจ  ครูคาโอรินั่งทำงานอยู่ข้างหลังนะ  ตั้งสมาธิหน่อยสิวะคานาเมะ!

 

                “อ๊ะ!”  หลุดเสียงอุทานออกไป  พร้อมหลับตาตามสัญชาตญาณเมื่อเห็นวัตถุบางอย่างพุ่งมาตรงหน้า 

 

                “ขมวดคิ้วมุ่นเชียวคานาเมะคุง”  เสียงอ่อนโยนแกมเป็นห่วงของครูคาโอริดังขึ้นข้าง ๆ มือบอบบางที่ทั้งหอมทั้งอุ่นวางลงศีรษะของเขา  พร้อมทั้งไล้นิ้วเรียวบางไปมาตรงหว่างคิ้วย่นจนมันค่อย ๆ คลายออกจากกัน  “มีเรื่องอะไรรึเปล่าจ๊ะ”

 

                “มะ..ไม่มีอะไรครับ”  คานาเมะแทบหัวใจวาย  แต่ก็ไม่ได้หันหน้าหนีหรือหลบสายตา  เขาต้องการเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแบบนี้เอาไว้  ครูคาโอริอยู่เพียงแค่เอื้อมมือคว้า  แต่เขากลับทำได้เพียงแค่มอง

 

                ตั้งแต่เด็กแล้ว…

 

                เขาชอบครูคาโอริมาตั้งแต่เด็ก ๆ คุณครูผู้อ่อนโยน  และห่วงใยเขาเสมอ

 

                “มีอะไรก็คุยกับครูได้นะ   ยังไงก็ตามในสายตาครู  เธอก็ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ เสมอ  เพราะงั้นมีอะไรก็ระบายให้ครูฟังได้นะ”

 

                ในสายตาอีกฝ่าย  เขายังเป็นเด็กเล็ก ๆ เสมองั้นเหรอ…

 

                แน่ล่ะ  มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว  กระบอกตาร้อนผ่าวอย่างไม่อาจห้าม  เขาน่าจะรู้ดีอยู่แล้วแท้ ๆ

                ว่าความรักของเขามันไม่มีทางสมหวังหรอก…

 

                “เป็นอะไรไปคานาเมะคุง  รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือ!?”  คาโอริรู้สึกตกใจที่อยู่ ๆ อดีตลูกศิษย์ก็ร้องไห้ออกมา  เธอทำอะไรไม่ถูกเลยได้แต่กอดอีกฝ่ายเอาไว้  และปลอบด้วยน้ำเสียงเหมือนปลอบเด็กน้อยที่ถูกฝันร้ายปลุกให้ตื่นขึ้นมากลางดึก  “ไม่เป็นไรนะคานาเมะคุง  ไม่เป็นไร  ครูอยู่ตรงนี้  อยู่ข้าง ๆ เธอแล้วนะ”

 

                “…ครูคาโอริ”  สะกดกลั้นเสียงสะอื้นแทบขาดใจ  เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกอดเอวของอีกฝ่ายไม่ต่างไปจากเด็กเล็ก ๆ ทว่าแทนที่จะรู้สึกอบอุ่น  เขากลับรู้สึกเจ็บปวดและว่างเปล่าราวร่างตรงหน้าไม่ใช่ครูคาโอริหากแต่เป็นมวลอากาศที่ไม่มีตัวตน   และไม่อาจจับต้องได้

 

                ภายนอกหน้าต่าง  บริเวณทางเดินปรากฎเงาร่างของใครคนหนึ่งซึ่งมาพร้อมกับเสียงกระซิบที่แสนแผ่วเบา

 

                “ห้ามไม่ให้มาแล้วแท้ ๆ นะ  คานาเมะ…”

 

 

: : : : : : : : : :

 

 

                เวลา 15.20 นาฬิกา

 

                “เหนื่อยหน่อยนะจ๊ะ”  เสียงของครูคาโอริดังเรียกความสนใจของคนที่อยู่ในห้องได้ชะงัด  “เด็ก ๆ กลับไปหมดแล้วล่ะจ้ะ”

 

                “อ่า  ครูคาโอริครับ  นี่มันห้องน้ำชายนะครับ”  ชุนยิ้มแหย ๆ ซึ่งคาโอริก็เหมือนจะยังไม่เอะใจ  กลับทำหน้างงกลับมาเสียอีก

 

                “ในสายตาครูคาโอริ  พวกเราก็เป็นแค่เด็กน้อยนั่นแหละ”  ยูกิหันไปพูดเบา ๆ กับชุนที่เมื่อฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างสุดซึ้ง

 

                “ครูเตรียมของว่างเอาไว้ให้แล้ว  ไปทานกันเถอะจ้ะ”  เธอบอก  และเมื่อไม่ใครบางคนอยู่ในที่นั้นจึงเอ่ยถาม  “แล้วคานาเมะคุงล่ะจ๊ะ”

 

                “ผมยังไม่เห็นเขาเลยตั้งแต่เที่ยง  ไม่ได้อยู่กับคุณครูเหรอครับ”  จิซึรุเป็นผู้ตอบ  ใบหน้าทะเล้นมีแววครุ่นคิด

 

                “เอ๊ะ?  ครูก็ไม่เห็นเขาตั้งแต่เที่ยงแล้วนะ  พอช่วยงานครูเสร็จก็ขอตัวไปหาพวกเธอเลย”

 

                “เขาไม่ได้มาหาพวกผมนะครับ”  ยูตะกล่าว  ก่อนจะยกมือขึ้นแตะคางอย่างใช้ความคิด  “หรือจะไปเล่นกลางแจ้งกับเคนจัง  แต่ครูคาโอริก็บอกว่าเด็ก ๆ กลับไปหมดแล้ว…”  เขาออกความเห็นก่อนหันไปหายูกิเป็นเชิงถามซึ่งน่าแปลกที่อีกฝ่ายไม่เอ่ยอะไรอย่างทุกที  กลับเงียบราวกับคิดอะไรอยู่  จะว่าไป  วันนี้ยูกิก็เงียบผิดวิสัย  หรือเพราะไม่มีคานาเมะอยู่กันนะ?

 

                “หวา  แล้วนี่คานาเมจจิหายไปไหนล่ะ  หรือว่าจะถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว!”  จิซึรุยกมือขึ้นขึ้นกุมหัวแล้ววิ่งไปรอบห้อง  เล่นเอาเพื่อนที่เหลือถึงกับกุมขมับอย่างระอา

 

                “ใจเย็น ๆ ครับจิซึรุคุง  จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง”  ชายร่างโปร่งบางยิ้มอ่อนใจ  และก็ต้องอุทานออกมาเมื่อจู่ ๆ ยูกิก็พรวดพราดออกไปจากห้องน้ำแทบจะชนครูคาโอริอยู่แล้ว  “ยูกิคุง!  จะไปไหนน่ะครับ!?”

 

                “ไปตามเจ้าคานาเมะ”  ยูกิตอบสั้น ๆ ก่อนจะออกวิ่งไปในทันที 

 

                “ฉันไปด้วยสิยุกกี้  โอ๊ย!  ทำอะไรน่ะยูตัน”  จิซึรุร้องโอดโอยเมื่อถูกยูตะรั้งคอเสื้อจนแทบหายใจไม่ออก

 

                “ปล่อยให้เป็นหน้าที่ยูกิเถอะ  พวกเราล่วงหน้าไปก่อนแล้วกัน”  ยูตะไม่สนใจคนดิ้นพราด ๆ เด็กหนุ่มลากเพื่อนร่างเล็กออกไปจากห้อง  พร้อมกับส่งสายตาบอกชุนให้ช่วยรั้งเจ้าเพื่อนคนนี้อีกแรง

 

                “ให้ยุกกี้ไปตามคานาเมจจิ  ได้เกิดสงครามขึ้นแน่  ชุนจังช่วยที!”

 

                “นะ..นั่นสินะครับยูตะคุง  อย่างเมื่อเช้ายูกิคุงก็ดูโกรธคานาเมะคุงจริง ๆ ด้วย”  ชุนคล้อยตามคำพูดของจิซึรุ  หากก็ยังลังเลเลยได้แต่ทำตามที่ยูตะสั่ง

 

                “ไม่หรอก  ยูกิไม่ได้โกรธ  เดี๋ยวก็ตามกลับมาได้แล้วล่ะ  ไม่นานหรอก”  ยูตะพูดเพียงแค่นั้นก็เดินตรงไปยังห้องอาหารในทันที  โดนไม่สนใจสายตาสามคู่ที่มองมาอย่างงุนงงเลยสักนิด

 

 

: : : : : : : : : :

 

 

                ร่างโปร่งนั่งกอดเข่าอยู่ในห้องที่ปิดไฟมืด  แม้บ่ายสามจะยังไม่มืดแต่เพราะม่านสีทึบกับหน้าต่างบานเล็กก็ทำให้ภายในห้องมืดสลัวลงได้  ไหล่ทั้งสองสั่นสะท้านอย่างคุมไม่ได้ยามความเจ็บแปลบถาโถมเข้าใส่ราวพายุร้าย 

 

                รอยยิ้มและน้ำเสียงของครูคาโอริยังชัดเจนภายในใจ  ทั้งที่พยายามตัดใจแล้วแท้ ๆ แต่ก็ทำไม่ได้เลยสักครั้ง  ช่างน่าสมเพชอะไรอย่างนี้คานาเมะ

 

                “มาอยู่นี่เอง”  เสียงราบเรียบแสนคุ้นเคยดังขึ้น  ก่อนเสียงเดินจะดังเข้ามาใกล้และหยุดลงข้าง ๆ 

 

                “มาทำอะไรยูกิ”  เสียงอู้อี้ส่งผ่านลำคอกระทบโสตคนฟัง

 

                “มาตามคน”  ยูกิตอบเรียบ ๆ “ครูคาโอริเตรียมของว่างไว้แล้ว  รีบไปได้แล้วคานาเมะ”

 

                “ฉันไม่หิว  นายไปกินเถอะ” 

 

                “ครูคาโอริตามหานายอยู่นะ” 

 

                “งั้นก็ฝากบอกทีว่าฉันรู้สึกไม่สบาย  จะลากลับบ้านเลย”

 

                “งั้นก็ควรไปบอกด้วยตัวเอง  ครูคาโอริเป็นห่วงนายมากนะ”

 

                “เลิกพูดถึงครูคาโอริสักที!”  ทนไม่ไหวอีกต่อไป  คานาเมะหันไปตวาดใส่อีกฝ่ายดังลั่น  คำก็ครูคาโอริ  สองคำก็ครูคาโอริ  จะกวนกันไปถึงไหนไอ้บ้ายูกิ!

 

                คนถูกตวาดเงียบไป  ก่อนจะหย่อนกายนั่งลงข้าง ๆ เรียกสีหน้าไม่เข้าใจจากคานาเมะได้เป็นอย่างดี

 

                “ถ้านายไม่ไปฉันก็ไม่ไป”

 

                “อะไรของนาย”

 

                “นายยังติดหนี้ฉันอยู่นะ”  ได้โอกาสก็ทวงทันที  โดยไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่ายเลยสักนิด

 

                “หา?”

 

                “เมื่อเช้าที่นายตีฉันไง”  ไม่ว่าเปล่า  ยูกิเลิกแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นรอยแดงที่จางลงบ้างแล้วบนท่อนแขนขาว  “และบทลงโทษก็คือ  นายต้องทำตามที่ฉันสั่งโดยไม่มีข้อแม้”

 

                “ว่าไงนะ!?”  ร่างโปร่งขึ้นเสียง  แม้จะรู้สึกผิดก็เถอะแต่แบบนี้มันชักจะมากไปแล้วนะ  ทำตามยูกิสั่ง  คงไม่พ้นเรื่องน่าอายแน่ ๆ!

 

                “ว่าไง  จะทำตามรึเปล่า  หรือจะให้ฉันไปบอกครูคาโอริว่านายชอ..”

 

                “หุบปากนะ!  ถ้านายพูดล่ะก็ฉันฆ่านายแน่”  คานาเมะขยับตัวพรวดไปบีบคอเจ้าคนกวนบาทาทันที  ทว่าแทนที่คนถูกประทุษร้ายจะได้ยินคำโวยวายต่อจากนั้น  กลับเป็นเสียงที่แผ่วเบาและสั่นเครือ  อีกทั้งมือทั้งสองยังปล่อยลงข้างตัวคล้ายเจ้าของไม่มีแรงอีกต่อไป  “เลิกย้ำเรื่องนั้นกับฉันสักที”

 

                “มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เหรอ”  ยูกิพูดด้วยเสียงที่อ่อนลง  ไม่รู้เพราะความมืดสลัวหรือไรจึงทำให้คานาเมะเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก

 

                “…ก็เพราะมันเป็นเรื่องจริง  ฉันถึงไม่อยากฟังไงล่ะ”  คานาเมะก้มหน้าลง  นัยน์ตาและโพรงจมูกแสบร้อนขึ้นมาอีกครั้ง  ไม่ได้นะ  จะมาร้องไห้ให้เจ้านี่เห็นไม่ได้!

 

                “ร้องออกมาเถอะคานาเมะ”  ยูกิเอ่ยขึ้นพร้อม ๆ กับดึงแว่นตาออกไปพร้อมกันนั้นก็รั้งร่างของเขาไปกอดเอาไว้  ฝ่ามืออบอุ่นยกขึ้นลูกศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา และอ่อนโยน..เหมือนครูคาโอริเลย…  “ร้องออกมาแล้วอาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้างก็ได้”

 

                คานาเมะเงียบไปอึดใจ  ก่อนหยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าจะตกกระทบไหล่กว้างของอีกฝ่ายและซึมหายไป  ทั้งร่างของคาเนาเมะสั่นเทา  เสียงสะอื้นหลุดออกมาอย่างห้ามไม่ได้  ความอายและทุกสิ่งทุกอย่างถูกลืมไปหมดแล้วในเวลานี้

 

                “ฮึก..ฮือ…ครูคาโอริ..”

 

                “นาย…ชอบครูคาโอริมากเลยเหรอ”  ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเบา  นัยน์ตาสีน้ำตาลไหวระริกขณะหลุบมองร่างในอ้อมแขน

 

                “…มากสิ  อึก…ชอบมาก  ชอบ..มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว”  เสียงไม่สม่ำเสมอดังตอบกลับมา 

 

                ยูกิไม่ตอบอะไร  ได้แต่กล้ำกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงลำคอและรับฟังเงียบ ๆ

 

                “ทั้ง ๆ ที่นายก็รู้…  แต่นายก็เอาแต่ย้ำเรื่องพวกนี้  ล้อเรื่องพวกนี้!”  ร่างโปร่งเอ่ยด้วยเสียงกระด้าง  พยายามอย่างยิ่งที่จะระงับเสียงสะอื้นและหยุดร้องไห้เสียที  “นายมันไม่เคยคิดถึงความรู้สึกใครเลยยูกิ  เอาแต่ความสนุกตัวเองเป็นหลัก  ไม่เคยนึกถึงใจของคนอื่นเลย!”


                ในวินาทีนั้นยูกิรู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ  เจ็บแปลบราวมีแท่งน้ำแข็งนับล้านพุ่งเสียบเข้าไปในอก

 

                ‘ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกใคร’

 

                เด็กหนุ่มอยากจะยิ้มเยาะตัวเองเหลือเกิน  เขาน่ะหรือไม่คิดความรู้สึกคนอื่น  ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาจะมานั่งฟังอยู่แบบนี้ทำไมกัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่คน ๆ นั้นพูดออกมามันทำให้ใจของเขาปวดร้าวเจียนคลั่ง

 

                “ฉันไม่เขาใจเลย  ทำไมนายถึงเอาแต่ล้อฉันเรื่องครูคาโอริ  มันสนุกนักเหรอ!”  คานาเมะตะเบ็งเสียงลั่นพร้อมกับดันร่างของอีกฝ่ายออกไป  เด็กหนุ่มหอบหายใจ  หยาดน้ำตายังรื้นอยู่ในนัยน์ตาซึ่งเจ้าตัวก็พยายามปาดมันออก

 

                “จะว่าสนุก… ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน”  ยูกิพูดเรียบ ๆ เหมือนเคย  หากถ้อยคำกวนประสาทกลับหายไป  “แล้วนายไม่ชอบเหรอ”

 

                “จะชอบได้ยังไงวะ”  ไอ้นี่พูดอะไรของมัน  คิดว่าเขาเป็นโรคจิตชอบถูกล้อรึไง!

 

                “งั้นฉันขอถามนายนะคานาเมะ”  ร่างสูงสบมองอย่างจริงจัง  ชนิดคานาเมะเถียงไม่ออก  “มันจะดีกว่าเหรอ  ถ้าฉันไม่ล้อเรื่องครูคาโอริ”

 

                “..ก็ต้องดีสิ!”

 

                “ไม่หรอก  นายไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น” 

 

                “หา!?”

 

                “นายลองคิดดูสิว่าถ้าฉันไม่ล้อนาย  ตอนนี้นายจะเป็นยังไง”  ยูกิว่า  “นายจะเข้าหน้า  หรือกล้าสบตาครูคาโอริแบบนี้น่ะหรือ”

 

                “ระ..เรื่องนั้น”

 

                ยูกิไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูด  “ถ้าฉันไม่ล้อนาย  ไม่ให้นายคิดว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา  นายคิดว่านายจะเป็นอย่างนี้เหรอคานาเมะ”

 

                “นายพูดอะไร  ฉันไม่เข้าใจ”  ร่างโปร่งขมวดคิ้วมุ่น  แรก ๆ ก็ว่าเข้าใจนะ  แต่หลัง ๆ นี่เริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าคนตรงหน้าต้องการจะสื่ออะไร  เขาก็พอจะรู้ล่ะว่าตรรกะของเจ้าเพื่อนคนนี้ไม่เหมือนมนุษมนาเขา  หากก็ไม่คิดว่ามันจะหลุดโลกจนคนอื่นไม่เข้าใจแบบนี้!

 

                “นายจะบอกว่าถ้านายไม่ล้อฉัน  ฉันจะทำตัวกับครูคาโอริไม่ถูกงั้นเหรอ”  กระนั้น  คานาเมะก็พยายามทำความเข้าใจ

 

                “คงประมาณนั้น…มั้ง”

 

                “ไอ้บ้า!”  เป็นไปดังคาด  เสียงด่าลั่นมาพร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดเข้ากลางกระหม่อมฝ่ายตรงข้าม  “ตรรกะงี่เง่าอะไรของนาย!”

 

                “เพราะนายเป็นอย่างนี้ไงถึงไม่เข้าใจ”

 

                “ว่าไงนะ!”

 

                ยูกิลอบยิ้มในใจเมื่อเห็นคานาเมะกลับมาเป็นจอมโวยวายเหมือนเดิม  เด็กหนุ่มส่งแว่นคืนให้อีกฝ่ายซึ่งก็รับไปสวมอย่างรีบ ๆ  จากนั้นเขาจึงลุกขึ้นยืนและยื่นมือไปให้  “รีบไปกันเถอะ  ทุกคนรออยู่”

 

                “ฉันยืนเองได้”  แม้จะโดนสวนแบบนั้นแต่ร่างสูงก็ไม่สนใจ  แล้วดึงมือจอมโวยวายให้ลุกขึ้นยืนอย่างไม่ขออนุญาตซึ่งฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร  แต่เสหน้าไปมองทางอื่นเล็กน้อย

 

                “สรุปนายจะเลิกล้อฉันแล้วใช่ไหม”  คานาเมะถามพร้อมกับออกเดินไปพร้อมกัน

 

                “นั่นสิ  จะเลิกดีไหมนะ” 

 

                “ไอ้…”

 

                ยังไม่ทันจะด่าเขาก็ต้องชะงักไป  เมื่อเจ้าเพื่อนตัวดีหันกลับไปมองทางด้านหลังพร้อมกับตะโกนลั่น  “ครูคาโอริสุดที่รักของคานาเมะครับ!  คานาเมะคุงตีผมอีกแล้ว!!”

 

                “เฮ้ย!”  คนถูกกล่าวหาร้องเสียงหลง  แล้วหันกลับไปมองด้านหลัง  ทว่ากลับพบเพียงทางเดินว่างเปล่า  เท่านั้นล่ะเด็กหนุ่มก็หันกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายมาคำรามใส่ในระยะประชิด  “ไหนบอกจะเลิกล้อไง!?”

 

                “ฉันบอกตอนไหนเหรอ  คานาเมะ-แว่น-คุง”  ไม่ว่าเปล่า  ยูกิยื่มมือออกไปลูบหัวฝ่ายตรงข้ามเป็นเชิงย้ำว่าตนเหนือกว่าอย่างไม่สนใจว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์อันตรายแค่ไหน  ไม่เพียงแค่นั้น  ยามเห็นคานาเมะชะงักไป  เขาก็ยื่นหน้าเข้าไปจนห่างจากใบหน้าแดง ๆ ของอีกฝ่ายไม่กี่เซน. แล้วเบี่ยงหน้าออกเล็กน้อย   กดจมูกลงบนแก้มเนียนใสราวสัมผัสของปีกผีเสื้อพร้อมกระซิบเสียงแผ่ว  ก่อนจะผละออกมาอย่างรวดเร็วและพูดเสียงดัง

 

                “ไปกันเถอะ  ครูคาโอริรอนายอยู่นะ”

 

                คานาเมะหน้าแดงก่ำยืนค้างอยู่อย่างนั้น  สมองรวนไปหมดจนพูดแทบไม่เป็นภาษา  ไอ้เจ้าบ้ายูกิ!!

 

 

: : : : : : : : : :

 

 

                16 นาฬิกาโดยประมาณ  หน้าโรงเรียนอนุบาลฮิดามาริ

 

                “ขอบใจพวกเธอมาก ๆ นะจ๊ะ”  ครูคาโอริเอ่ยจากใจพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย  “ว่างเมื่อไหร่ก็แวะมาหากันบ้างนะ”

 

                “ไม่เป็นไรครับ  พวกเรายินดี”  คานาเมะยิ้มน้อย ๆ ความประหม่าลดลงไปมากทีเดียว  ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร

 

                “ได้ช่วยคุณครูสวย ๆ พวกเรายินดีมาก ๆ เลยล่ะครับ  โอ๊ย!  คานาเมจจิ อย่าตีสิ” 

 

                “ใช้กำลังมันไม่ดีนะคานาเมะ”  ยูตะกล่าว  หากก็ไม่คิดจะมาช่วยคนถูกประทุษร้ายเลยสักนิด

 

                คาโอริอมยิ้มเมื่อเห็นภาพหยอกล้อกันของเด็ก ๆ ดูท่าคานาเมะคุงคงสบายดีแล้วสินะ  หญิงสาวคิดในใจ  ในตอนนั้นเธอตกใจมากทีเดียว  อยากจะถามเหมือนกันว่าเป็นอะไรไป  แต่เมื่อเห็นกลับมาสดใสแบบนี้แล้วก็ไม่ควรจะถามแล้วล่ะเนอะ

 

                “งั้นพวกผมลาเลยนะครับครูคาโอริ”  เสียงชุนดังขึ้นขัดความคิด  พร้อมกับเด็กหนุ่มทั้งห้าโค้งตัวลา  “แล้วพวกผมจะแวะมาหาบ่อย ๆ นะครับ”

 

                “จ้า  แล้วครูจะรอนะ”  คาโอริขยับยิ้ม  และยกมือขึ้นโบกเบา ๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนโยนของเธอนั้นมีแต่ความอบอุ่นและความห่วงใยในตัวลูกศิษย์ที่เดินจากไป  ถึงแม้จะผ่านมานานแล้ว  แต่เธอก็ยังจดจำเรื่องราวที่เคยมีร่วมกันได้  ทั้งเสียงหัวเราะ  และเสียงร้องไห้ของพวกเขา

 

                แล้วพบกันใหม่นะ…

 

 

: : : : : : : : : :

               

 

                “นายไปเจอคานาเมะที่ไหนเหรอ”  หลังจากแยกย้ายกันกลับบ้านแล้ว  ยูตะก็หันมาถามแฝดผู้น้อง

 

                “ห้องเรียนเก่าของพวกเราน่ะ”  ซึ่งคนเป็นน้องก็ตอบด้วยเสียงโทนปกติ  ด้วยใบหน้านิ่งเฉยและว่างเปล่าเช่นเดิม  ทว่าลึกลงไปภายในใจกลับมีแต่เรื่องมากมาย  ซึ่งเรื่องทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับคนเพียงคนเดียว…คานาเมะ

 

                ทุกถ้อยคำของอีกฝ่ายยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา  และมันก็ทำให้ใจของเขาเจ็บแปลบ

 

                “ดูเหมือนความหวังดีของฉันจะถูกเข้าใจผิดไปไกลเลยนะ”  อยู่ ๆ ยูกิก็พึมพำออกมา  ใบหน้าราบเรียบเงยขึ้นมองไปยังท้องฟ้าซึ่งฉาบด้วยแสงสีส้มแดงของดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะลาลับ

 

                “ความหวังดี?” 

 

                “ยูตะ  นายคิดว่าฉันล้อคานาเมะเรื่องครูคาโอริเพราะอะไรเหรอ”

 

                แฝดผู้พี่เลิกคิ้วเล็กน้อย  แม้จะสงสัยแต่ก็ตอบคำถามไปตามตรง  “เพราะสนุกล่ะมั้ง”

 

                คำตอบแบบนั้นเล่นเอายูกิแทบหน้าคว่ำ  แม้แต่ยูตะก็เข้าใจไปแบบนั้นเหรอเนี่ย  เด็กหนุ่มรู้สึกหมดอาลัยตายอยากขึ้นมาซะอย่างนั้น  เขายกมือขึ้นขยี้เส้นผมอย่างเหนื่อยอ่อน  ต้องหาทำอะไรแก้เซ็งสักหน่อยแล้ว  ก่อนที่เขาจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาแล้วจบปัญหาด้วยการคิดสั้น  

 

                “ฉันจะไปร้านหนังสือ” 

 

                “เมื่อกี้ก็เพิ่งผ่านไม่ใช่เหรอ  ทำไมไม่แวะ”  ยูตะถามอย่างแปลกใจ 

 

                “ก็ตอนนั้นไม่อยากอ่าน”

 

                ได้ยินดังนั้นคนเป็นพี่ชายก็ได้แค่ถอนใจ  อยู่ ๆ อารมณ์เสียอะไรขึ้นมานะ  แต่ถึงจะสงสัย  ก็เป็นอีกครั้งที่เขายอมน้องชายฝาแฝดคนนี้ 

 

                เด็กหนุ่มหันหลังกลับแล้วเดินย้อนกลับไปทางเก่าพร้อมกับผู้เป็นน้อง 

 

 

: : : : : : : : : :

 

 

                อีกด้านหนึ่ง  หลังจากแยกกับเพื่อน ๆ จอมกวนทั้งหลายแล้วคานาเมะก็เดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ  เขาไม่อยากถึงบ้านเร็วนัก  อยากจะเดินให้อารมณ์คงที่ก่อนแล้วค่อยเข้าบ้าน

 

                เด็กหนุ่มถอนใจเมื่อคิดย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้  วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องน่าอายทั้งนั้นเลยด้วย 

 

                อ๊ากก!  เขายกมือทึ้งหัวตัวเอง  ไปร้องไห้ต่อหน้าครูคาโอริได้ยังไง  แล้วไหนจะเจ้ายูกิอีก  โดนล้อแน่ ๆ โดนล้อแน่ ๆ!

 

                แต่วันนี้เจ้านั่นก็ทำตัวน่าแปลกใจแฮะ  ดูไม่กวนเหมือนปกติ?  ไม่สิ  เจ้านั่นยังกวนอยู่นี่นา  ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วอะไรล่ะที่แปลกไป?

 

                คานาเมะคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก  จึงตัดสินใจเลิกคิดไปโดยปริยาย  และเมื่อเลิกคิดเรื่องนั้น  อีกเรื่องก็ผุดขึ้นมาแทนที่

 

                …ครูคาโอริ

 

                เฮ้อ  เขานี่มันช่างยึดติดจริง ๆ เลยนะ  คานาเมะอดเย้ยตัวเองไม่ได้  และเมื่อนึกเรื่องครูคาโอริขึ้นมา  เรื่องอีกเรื่องจึงพ่วงมาอย่างช่วยไม่ได้  แล้วเจ้ายูกิกับยูตะ  โดยเฉพาะเจ้ายูกิจะเลิกล้อเขารึเปล่านะ  

 

                ‘ถ้าฉันไม่ล้อนาย  ไม่ให้นายคิดว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา  นายคิดว่านายจะเป็นอย่างนี้เหรอคานาเมะ’

 

                เจ้าบ้านั่นพูดอะไรก็ไม่รู้  ไม่เห็นเข้าใจเลย  ตรรกะบ้าบออะไรของมัน

 

                แม้จะนึกด่าแต่คานาเมะก็ลองคิดตาม  ถ้ายูกิไม่ล้อเขาอย่างทุกวันนี้  เขาอาจจะเก็บเรื่องนี้แล้วเอาไปเครียด  ไปคิดมากคนเดียว  แล้วพอเจอหน้าครูคาโอริก็อาจจะสู้หน้าไม่ติด  แล้วยังจะคิดว่าเป็นเรื่องน่าอายและเป็นเรื่องผิดปกติ

 

                “หรือว่าที่นายล้อ  เพราะอยากให้ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาทั่ว ๆ ไปอย่างนั้นเหรอ”  ร่างโปร่งพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ  ทว่าก็ต้องส่ายหน้าเป็นพัลวัน

 

                บ้าน่า!  เจ้ายูกิมันจะคิดอะไรลึกซึ้งแบบนี้กัน  เจ้านั่นไม่มีทางคิดถึงคนอื่นหรอก

 

                ตะโกนบอกตัวเองแบบนั้น  แต่ใจกลับต่อต้านเพราะจู่ ๆ คำพูดแผ่วเบาของคน ๆ นั้นก็ดังขึ้นในโสตประสาท  ส่งผลให้คานาเมะหน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่และยกมือขึ้นแตะแก้มเย็น ๆ ของตนโดยไม่รู้ตัว 

 

                มันเป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมีวันได้ยิน  ซึ่งมาพร้อมกับสัมผัสอ่อนโยนดุจปีกผีเสื้อ 

 

                ‘ถ้าไม่อยากให้ล้อ  ก็อย่าทำให้เป็นห่วงนักสิ’

 

 

 

 

 

....................................

ฟิคนี้ดูดราม่าหน่อย ๆ ต่างจากที่เขียนเรื่องแรกเยอะอยู่ ฮา

 

สำหรับฟิคนี้ก็เกิดขึ้นเพราะนั่งดูss1ตอน13ซ้ำค่ะ เป็นตอนที่เหล่าก๊วนกลับไปโรงเรียนอนุบาล ได้เจอกับเด็ก ๆ แล้วครูคาโอริ  ตอนดูก็นั่งจิ้นด้วยความลำเอียง โหย คานาเมะออกอาการแบบนั้นยูกิเสียใจตายเลย 555

 

คิดให้ยูกิแสดงอาการอะไรไม่ค่อยออก  เลยออกมาเป็นทำนองนี้

ความจริงยูกิไม่ได้หึงหรือโกรธนะ  ออกแนวห่วงมากกว่า  เพราะความรักของคานาเมะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ฮ่าๆ(โดนต่อย) แล้วการล้อแบบนั้นก็คงจะเป็นวิธีปลอบแบบยูกิเขา 555+ (จิ้นเอาเองล้วน ๆ แต่เราดูแล้วจิ้นแบบนี้จริง ๆ นะคะ มันก๊าวใจกว่าอะ ก๊ากกก!)

แต่เหมือนจะเป็นวิธีที่แปลกและทารุณไปสักหน่อยเลยถูกเข้าใจผิดเลย(น่าสงสาร) 

 

ในหัวตอนนี้ก็มีพล็อตผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ค่ะ ไว้จะทยอยเขียน ยิ่งดูยิ่งหลงอะเรื่องนี้ ชอบตัวละครทุกตัวเลย>w<

สุดท้ายก็ ไว้เจอกันเอนทรี่หน้านะคะ^^