[KB/FanFic] Invisible love
posted on 07 May 2012 16:41 by deciso in FanFic directory Fiction, Cartoon, Lifestyle** ATTENTION
เนื้อหาใน page นี้เป็นเพียงจินตนาการของจขบ.เท่านั้น ในเนื้อหาของเรื่องจริงๆไม่ใช่อนิเมะหรือการ์ตูนวาย(Yaoi/ชาย-ชาย)
ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ และถ้าคิดว่าตนอ่อนไหวกับเรื่องพวกนี้ กรุณาปิดหน้านี้ไปเลยนะคะ
****************
Rate : PG
“คิดถึงจังเลยนะครับ ไม่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนเลย” เสียงสุภาพอย่างเป็นเอกลักษณ์จากเด็กหนุ่มหน้าหวานนามชุน “โรงเรียนอนุบาลฮิดามาริ”
“เออ” คานาเมะส่งเสียงตอบรับ ความจริงอยากจะพูดอะไรมากกว่านั้นหากตอนนี้เขากำลังตื่นเต้น ใช่แล้ว! ตื่นเต้นมากจนพูดไม่ออก เลยได้แต่ทำหน้านิ่ง ๆ หันซ้ายหันขวาแสร้งทำเป็นสำรวจบริเวณโดยรอบ
“ตื่นเต้นที่จะได้เจอครูคาโอริสุดที่รักเหรอ คานาเมะคุง” เสียงเนือยแต่โคตรกวนประสาทสำหรับคนฟังดังขึ้นข้างหู
“หุบปากเลยยูกิ!”
“เอ๋ ยุกกี้กวนอะไรคานาเมจจิอีกแล้วเหรอ!?” เสียงที่แสดงถึงความกระตือรือร้นตลอดเวลาสอดถาม พร้อมกับร่างเล็กของเด็กหนุ่มนามจิซึรุเดินเข้ามาหาเพื่อนทั้งสอง “ว่าไง มีอะไรกันเหรอทั้งสองคน”
“ไม่สอดเรื่องของคนอื่นสักครั้งจะได้ไหม!”
“คานาเมจจิไม่ใช่คนอื่นนี่นา เป็นเพื่อนสุดที่เลิฟของฉันต่างหาก” จิซึรุทำปากยื่น ก่อนจะนึกขึ้นได้แล้วจึงแกล้งถามอีกฝ่ายผู้ที่บัดนี้หน้าเริ่มขึ้นสีเรื่อ “วันนี้ครูคาโอริจะอยู่รึเปล่าน้าคานาเมจจิ”
“จะไม่อยู่ได้ยังไงก็โทร.มานัดล่วงหน้าแล้ว” ยูตะตัดสินใจตอบแทน ฟังเสียงทะเลาะกันบ่อย ๆ แบบนี้ก็เหนื่อยหูเหมือนกันนะ(ถึงเขาจะรวมหัวแกล้งเป็นบางครั้งก็เถอะ) เด็กหนุ่มหันมองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยขึ้นว่า “จังเกิ้ลยิมเล็กขนาดนี้เลยเหรอ”
“นายพูดเหมือนตอนมาครั้งที่แล้วเลยนะยูตะ ไม่เบื่อบ้างเหรอ”
“ไม่เบื่อหรอก ก็มันเรื่องจริงนี่ ทุกอย่างดูเล็กไปหมดเลย”
“โรงเรียนอนุบาลไม่ได้เปลี่ยน แต่พวกเราโตขึ้นสินะครับ”
“ชุนก็พูดเหมือนเดิมเลยนะ ไม่บะ…”
“แล้วเอ็งจะพูดซ้ำซากทำไมวะ!” คานาเมะแว้ดลั่นอย่างทนไม่ไหว พร้อมมอบสันมือให้กลางกบาลเป็นรางวัล ไม่พูดจากวนประสาทสักวันมันจะตายไหม!
“เจ็บนะคานาเมะ” ยูกิพูดพลางยกมือขึ้นลูบศีรษะปอย ๆ พยายามทำให้ดูน่าสงสาร แต่ในสายตาคานาเมะแล้วกลับเห็นแต่ท่าทางกวนอวัยวะเบื้องล่าง
“ก็สมควรโดนแล้ว” ร่างโปร่งคำราม ก่อนหันไปหาเพื่อนที่เหลือเพื่อชวนเข้าไปภายใน ทว่าเมื่อหันกลับไปกลับไม่เห็นร่างของใครสักคน เฮ้ย หายไปไหนกันหมดฟะ!
“เดินเข้าไปก่อนแล้ว” ยูกิตอบเหมือนอ่านใจฝ่ายตรงข้ามได้ ไม่หรอก ไม่ใช่อ่านใจหรอก ก็ท่าทางของคานาเมะออกจะชัดถึงขนาดนั้น ใช่แล้ว คานาเมะก็เป็นอย่างนี้ มีอะไรก็แสดงออกทางสีหน้าและท่าทางหมด ต่างจากเขาลิบลับ
“แล้วทำไมถึงไม่บอกกันก่อนเลย” คานาเมะพึมพำ และเดินตรงไปยังตึกเรียน
“ชุนบอกนายแล้วนะแต่นายไม่ฟังเอง” ยูกิที่เดินตามมาข้างหลังเอ่ยเบา ๆ ด้วยโทนเสียงเช่นปกติ(แน่ล่ะว่ามันแสนจะกวนประสาทสำหรับคานาเมะ)
“ฉันไม่ได้ถามความเห็นนาย ยูกิ!”
“ครับ ๆ คา-นา-เมะ-แว่น-คุง”
“จะกวนกันใช่ไหม!”
“ไม่ได้กวน แค่พูดตามความจริง ก็นายใส่แว่นจริง ๆ นี่นา คานาเมะ-แว่น-คุง’
“ไอ้บ้ายูกิ!”
“ยังไม่เลิกทะเลาะกันเลยนะครับ” ชุนขยับยิ้มอย่างหนักใจเมื่อหูแว่วเสียงคู่กัดดังเข้ามาใกล้ ขณะนี้พวกเขาทั้งสามเดินเข้ามาในอาคารเรียนแล้ว
“ก็เป็นเรื่องปกตินี่ วันไหนไม่ทะเลาะสิถึงผิดปกติ” ยูตะตอบเรียบ ๆ คล้ายคุยเรื่องสภาพอากาศอย่างไรอย่างนั้น แต่ชุนก็เห็นด้วยเพราะคานาเมะกับยูกิเป็นแบบนั้นจริง ๆ ทะเลาะกันตั้งแต่จำความได้แล้ว เมื่อยูตะพูดแบบนั้นขึ้นมาก็ทำให้เขาอดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่าถ้าเกิดวันไหนยูกิกับคานาเมะไม่ประชันฝีปากกันจะเกิดอะไรขึ้น
คิดมาถึงตรงนี้ชุนก็หัวเราะออกมาเบา ๆ เล่นเอายูตะกับจิซึรุหันมามองอย่างงง ๆ
“ขำอะไรเหรอชุนจัง บอกฉันบ้างสิ” จิซึรุเอ่ยถามรัวด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไม่มีอะไรหรอกครับ แค่ขำกับความคิดตัวเองนิดหน่อย” จบประโยคก็หลุดขำเบา ๆ อีกครั้ง จะไม่ให้ขำได้ยังไงล่ะ ไม่รู้เขาเอาความคิดนั้นมาจากไหน ก็จะมันจะมีวันนั้นได้ยังไงล่ะ วันที่คานาเมะกับยูกิไม่ทะเลาะกัน มันจะไปมีวันแบบนั้นได้ยังไง จริงมั้ย?
“นี่ ๆ ๆ ว่าจะถามนานแล้ว ทำไมยุกกี้กับคานาเมจจิถึงทะเลาะกันบ่อยจังล่ะ” ถึงเพื่อนทะเลาะกันมันจะเป็นเรื่องปกติก็เถอะ แต่เจอหน้ากันเป็นฉะแบบนี้ ไม่คิดว่ามันแปลกไปหน่อยเหรอ
“เอ... ก็ไม่รู้สินะครับ ยูกิคุงกับคานาเมะคุงก็เป็นแบบนั้นมาตั้งแต่อยู่อนุบาลแล้ว” เด็กหนุ่มร่างโปร่งบางมีท่าทีครุ่นคิด ก่อนจะหันไปถามความเห็นคนข้าง ๆ “ยูตะคุงจำได้ไหมครับว่าคานาเมะคุงกับยูกิคุงเริ่มทะเลาะกันได้ยังไง”
“จำไม่ได้หรอก อดีตนานแสนนานแบบนั้น”
คำตอบที่ได้ทำเอาชุนถึงกับปลงตก ตอบอะไรที่เป็นประโยชน์หน่อยได้ไหมครับยูตะคุง
“คงต้องไปถามยูกิเอาเอง ถึงฉันจะเป็นพี่ก็ใช่ว่าจะรู้ความคิดของน้องทั้งหมด” ยูตะอธิบายเพิ่มก่อนจะชะงักไปเล็กน้อย ซึ่งก็พร้อมกับเสียงอันดังของเด็กหนุ่มร่างเล็ก
“อ๊ะ! ยุกกี้กับคานาเมจจิมาแล้ว!” จิซึรุโพล่งขึ้น คล้ายจะบอกเป็นกลาย ๆ ว่าให้หยุดพูดถึงคนทั้งสอง ก่อนตนจะวิ่งไปหยอกล้อคานาเมะเป็นการกลบเกลื่อน ซึ่งก็แน่นอนว่ายูกิต้องร่วมวงด้วย และก็แน่ยิ่งกว่าแน่ว่าคานาเมะจะต้องโวยวายและใช้กำลังเหมือนเคย
“สดใสกันจังน้าสามคนนั้น” ชุนอดพูดขึ้นมาไม่ได้เมื่อได้เห็นภาพของเพื่อนทั้งสาม ก่อนจะหันกลับมาหายูตะที่เอาแต่จ้องหน้าน้องชายของตนที่กำลังชูแว่นตาที่ดึงมาจากคานาเมะขึ้นเหนือหัวด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง “แล้วยูตะคุงจะพูดอะไรต่อรึเปล่าครับ เมื่อกี้นี้”
ยูตะเบือนหน้ามามองคนข้างกาย ก่อนเงียบไปชั่วอึดใจ แล้วจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนชุนนึกแปลกใจ “เป็นไปไม่ได้ที่พี่ชายจะรู้ความคิดของน้องไปซะหมด”
เด็กหนุ่มทวนประโยคเดิมก่อนจะเว้นจังหวะ และเบือนหน้ากลับไปมองร่างของน้องชายอีกครั้ง “โดยเฉพาะความรู้สึกที่เจ้าตัวพยายามปิดน่ะนะ”
แม้จะติดใจสงสัยกับประโยคที่ได้ยิน ชุนก็ไม่พูดอะไร เขาได้แต่พยักหน้าให้เล็กน้อยเท่านั้น
“มากันแล้วเหรอจ๊ะ อรุณสวัสดิ์จ้ะคานาเมะคุง ชุนคุง ยูตะคุง ยูกิคุง จิซึรุคุง” โดยไม่ทันตั้งตัว เสียงหวานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งสวมผ้ากันเปื้อนสีชมพูเดินเข้ามาใกล้ ใบหน้าสวยหมดจดล้อมกรอบด้วยเส้นผมสีน้ำตาลตัดสั้นทำให้ดูอ่อนกว่าวัย “ไม่คิดว่าจะมากันเร็วขนาดนี้ ขอโทษที่ไม่ได้ออกไปรับหน้าโรงเรียนนะจ๊ะ”
“คะ..”
“คุณครูจำชื่อผมได้ด้วย ดีใจจังเลย!” จิซึรุแทรกขึ้นมาอย่างไม่สนใจว่ามีใครกำลังจะพูดอะไรหรือไม่
“จะทำอะไรน่ะ เจ้าลิง” คานาเมะผู้ถูกตัดหน้าลากร่างเล็กของเพื่อนออกห่างจากครูคาโอริ แล้วหันไปคำราม “ทำตัวให้มันดี ๆ หน่อย!”
“อะไรกันคานาเมจจิอ้ะ!”
“วันนี้ก็ต้องขอรบกวนหน่อยนะครับ” ชุนหันไปกล่าวกับครูคาโอริพร้อมโค้งตัวอย่างสุภาพ “มารบกวนคุณครูอีกแล้ว”
“รบกวนที่ไหนกันชุนคุง ครูต่างหากที่รบกวนพวกเธอ วันหยุดแท้ ๆ แต่กลับขอให้มาช่วยดูแลเด็ก ๆ ที่นี่” เธอตอบ รู้สึกเกรงใจจริง ๆ เพราะวันหยุดไม่ควรที่จะให้เด็กมาทำงาน แต่เพราะครูที่เป็นเวรช่วยดูแลอีกคนลากลับบ้าน แล้ววันนี้ก็มีคอร์สเรียนพิเศษด้วย เธอไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครจริง ๆ
“พวกผมยินดีครับ”
“ขอบใจพวกเธอมากนะจ๊ะ เอาล่ะ งั้นครูจะพาไปหาพวกเด็ก ๆ นะ” ครูคาโอริบอก ก่อนจะเสริม “แต่คงไม่ทำความรู้จักใหม่ล่ะมั้ง เพราะก็เป็นนักเรียนกลุ่มเดิมกับที่พวกเธอเจอคราวที่แล้ว”
“เห? กลุ่มเดิม!?” เด็กหนุ่มทั้งห้าประสานเสียงขึ้นมาโดยไม่ได้นัดหมาย ให้ครูคาโอริยิ้มแก้มแทบปริที่เห็นอดีตลูกศิษย์สามัคคีและกระตือรือร้นกันขนาดนี้
“จ้ะ คราวนี้ก็ฝากดูแลเหมือนเดิมนะจ๊ะ”
: : : : : : : : : :
กลุ่มเดิม..จริง ๆ ด้วย…
รุ่นพี่ทั้งห้าอยากจะหันกายออกไปจากห้องตั้งแต่ก้าวเข้ามาเลยทีเดียว ความทรงจำอันแสนเหน็ดเหนื่อยและน่าอาย(?)จากการมาฝึกงานคราวก่อนเด่นชัดอยู่ในสมอง ครั้งนี้ก็ต้องเหนื่อยอีกใช่ไหมเนี่ย ขอนอนเอาแรงก่อนได้ไหม…
“พวกพี่ชายมาอีกแล้ว! ดีใจจังเลย”
“พี่ชายมาเล่นกับพวกเราอีกแล้ว!”
น้ำเสียงสดใสดังขึ้นไม่ขาด จนครูคาโอริบอกให้เงียบนั่นล่ะถึงจะยอมเงียบและทำตัวสงบลงได้
ให้ตาย เห็นแววเหนื่อยมาแต่ไกล คานาเมะถอนใจ ก่อนจะกวาดสายตามองหาร่างของใครคนหนึ่ง และไม่นานก็หาพบ
เคน…เด็กชายผมสีเข้มกำลังจ้องมองเขาอยู่เช่นเดียวกัน ใบหน้าเล็ก ๆ นั้นติดจะเขินเล็กน้อย ถึงจะยังดูกวนไปบ้างแต่ก็น่าเอ็นดูและดูเป็นมิตรกว่าคราวที่แล้วล่ะนะ เขายังจำความแค้นต่อเจ้าเด็กนี่ได้ดี ฮึ่ม! คราวนี้แหละ!
“ความแค้นเป็นหนทางแห่งบาป เขาว่าตายไปจะตกนรกล่ะ” เสียงที่ไม่อยากได้ยินที่สุดกระซิบอยู่ข้างหู ไม่ต้องบอกคานาเมะก็รู้ว่าใคร
“นายหุบปากไปเลยยูกิ”
“ครับ คานาเมะ-แว่น-คุง”
ไอ้หมอนี่! คานาเมะได้แต่เดือดดาล นี่ถ้าไม่อยู่ต่อหน้าครูคาโอริล่ะก็.. เอ็งตาย!!
“เดี๋ยวครูขอไปจัดการเอกสารหน่อยนะจ๊ะ พยายามเข้านะทุกคน” หลังจากพูดกับนักเรียนจบแล้ว คาโอริก็หันมาหาเด็กหนุ่มทั้งห้าซึ่งก็ได้แต่รับคำอย่าง(พยายาม)สดใสและกระปรี้กระเปร่ามากที่สุด
“อะ..เอ่อ ครูคาโอริครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ” หลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันออกไปแล้ว คานาเมะก็หันไปหาครูคาโอริที่กำลังเดินออกไปจากห้อง เด็กหนุ่มรู้สึกประหม่าเสียจนไม่กล้าสบตา แย่ล่ะ อย่าทำตัวมีพิรุธสิคานาเมะ!
“อ้อ จ้ะ จะว่าไปก็มีอยู่นะ” คาโอริพูดเหมือนนึกขึ้นได้ ก่อนขยับยิ้มสดใสที่ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับหน้าแดง “คงต้องรบกวนเธอแล้วล่ะ คานาเมะคุง”
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดีช่วยอยู่แล้ว” คานาเมะแทบกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ขณะเดินตามร่างบางไป ทว่าก็ต้องชะงักกึกเมื่อถูกใครบางคนรั้งต้นแขนเอาไว้
“คิดจะอู้เหรอ” เสียงราบเรียบมาพร้อมกับแรงบีบน้อย ๆ ที่ต้นแขน
“อู้อะไร ฉันไปช่วยงานครูคาโอริ” คานาเมะพยายามสะบัดแขนออกจากการเกาะกุม แต่อีกฝ่ายกลับบีบแน่นขึ้นกว่าเดิม “ทำอะไรวะยูกิ ปล่อยนะ ครูคาโอริรออยู่!”
เพี้ยะ!
โดยไม่คาดคิด เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังก้องถึงกับเรียกให้คนทั้งห้องหันมามอง คานาเมะเบิกตากว้างขณะมองฝ่ามือตัวเองสลับกับท่อนแขนของอีกฝ่ายที่ขึ้นสีแดงเป็นรอยมืออย่างไม่เข้าใจ นี่เขาทำอะไรลงไป เขาตียูกิงั้นเหรอ แถมตีแบบจริงจังด้วย!
“ยะ..ยู..”
“จะไปไหนก็ไปเถอะคานาเมะ ครูคาโอริรออยู่ไม่ใช่เหรอ” ยูกิปล่อยแขนอีกฝ่ายทันทีราวต้องของร้อน แม้เสียงจะราบเรียบเหมือนเช่นปกติแต่คานาเมะกลับรู้สึกหวั่นใจอย่างบอกไม่ถูก ยูกิไม่มองหน้าเขาเลยกลับเดินไปหายูตะที่นั่งเล่นตุ๊กตากับเด็กหญิงกลุ่มหนึ่งด้านหลังห้อง
คานาเมะทำอะไรไม่ถูก จะเดินตามไปดีไหมนะ?
“คานาเมะคุง” ครูคาโอริที่เดินย้อนกลับมาชะโงกหน้าเข้ามาในห้อง และเมื่อเห็นว่าคนทั้งห้องกำลังจ้องมองมาที่อดีตลูกศิษย์ก็ถามขึ้นอย่างแปลกใจ “มีอะไรรึเปล่าจ๊ะ”
“อะ…ไม่ครับ” ปากตอบไปก่อนความคิด ทั้งที่ยังพะวงเรื่องที่เกิดขึ้นแท้ ๆ แต่ไม่รู้ทำไมปากถึงพูดออกไปอย่างปัดความรับผิดชอบแบบนั้น “ไม่มีอะไรครับ ไปกันเถอะครับครูคาโอริ”
: : : : : : : : : :
ภายในห้องพักครูโรงเรียนอนุบาลเล็กกว่าห้องพักครูที่โรงเรียนโฮมาเระ โรงเรียนปัจจุบันของเขา แต่ก็ไม่ได้จัดว่าเล็กจนอึดอัด คาโอริเดินไปเปิดลิ้นชักใต้โต๊ะของตัวเอง แล้วหยิบเอกสารหลายปึกออกมา มันคือแบบฟอร์มที่กรอกแล้ว
“นี่จ้ะ ครูอยากให้เธอช่วยพิมพ์แบบฟอร์มนี้ ได้ไหมจ๊ะคานาเมะคุง”
“ได้สิครับ” เจ้าของชื่อตอบ ไม่มีความประหม่าอยู่ในน้ำเสียงเลย ในเวลานี้ความเขินอายเหือดหายไปไหนไม่อาจรู้ได้ ทั้งที่ครูคาโอริที่แอบชอบมานานอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ ๆ แต่ทำไมในหัวถึงมีแต่หน้าเจ้านั่นนะ
ไม่ได้ ๆ คานาเมะร้องบอกตัวเอง มีโอกาสอยู่กับครูคาโอริสองต่อสองทั้งที ต้องตักตวกความสุขเอาไว้สิ!
“งั้นผมขอใช้คอมฯตรงโน้นนะครับ” คานาเมะบอก แล้วชี้นิ้วไปทางคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่อยู่ติดผนังหลังห้อง
“ตามสบายเลยจ้า” คาโอริพยักหน้าให้ ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ของตนเพื่อตรวจงานของนักเรียน “มีอะไรสงสัยก็ถามครูนะจ๊ะ”
“ครับ”
: : : : : : : : : :
เสียงต่อกแต่กและเสียงขีดเขียนของปากกาเป็นเพียงสองเสียงที่ได้ยินในหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านไป ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เคร่งครึมจนแทบบึ้ง คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะผูกกันเป็นปม ขณะที่ภายในกำลังเดือดพล่านไปด้วยความหงุดหงิด
ทำไมถึงไม่เลิกคิดถึงเจ้าบ้านั่นสักทีนะ! คานาเมะคำรามในใจ ครูคาโอรินั่งทำงานอยู่ข้างหลังนะ ตั้งสมาธิหน่อยสิวะคานาเมะ!
“อ๊ะ!” หลุดเสียงอุทานออกไป พร้อมหลับตาตามสัญชาตญาณเมื่อเห็นวัตถุบางอย่างพุ่งมาตรงหน้า
“ขมวดคิ้วมุ่นเชียวคานาเมะคุง” เสียงอ่อนโยนแกมเป็นห่วงของครูคาโอริดังขึ้นข้าง ๆ มือบอบบางที่ทั้งหอมทั้งอุ่นวางลงศีรษะของเขา พร้อมทั้งไล้นิ้วเรียวบางไปมาตรงหว่างคิ้วย่นจนมันค่อย ๆ คลายออกจากกัน “มีเรื่องอะไรรึเปล่าจ๊ะ”
“มะ..ไม่มีอะไรครับ” คานาเมะแทบหัวใจวาย แต่ก็ไม่ได้หันหน้าหนีหรือหลบสายตา เขาต้องการเก็บเกี่ยวช่วงเวลาแบบนี้เอาไว้ ครูคาโอริอยู่เพียงแค่เอื้อมมือคว้า แต่เขากลับทำได้เพียงแค่มอง
ตั้งแต่เด็กแล้ว…
เขาชอบครูคาโอริมาตั้งแต่เด็ก ๆ คุณครูผู้อ่อนโยน และห่วงใยเขาเสมอ
“มีอะไรก็คุยกับครูได้นะ ยังไงก็ตามในสายตาครู เธอก็ยังเป็นเด็กเล็ก ๆ เสมอ เพราะงั้นมีอะไรก็ระบายให้ครูฟังได้นะ”
ในสายตาอีกฝ่าย เขายังเป็นเด็กเล็ก ๆ เสมองั้นเหรอ…
แน่ล่ะ มันก็ต้องเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว กระบอกตาร้อนผ่าวอย่างไม่อาจห้าม เขาน่าจะรู้ดีอยู่แล้วแท้ ๆ
ว่าความรักของเขามันไม่มีทางสมหวังหรอก…
“เป็นอะไรไปคานาเมะคุง รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือ!?” คาโอริรู้สึกตกใจที่อยู่ ๆ อดีตลูกศิษย์ก็ร้องไห้ออกมา เธอทำอะไรไม่ถูกเลยได้แต่กอดอีกฝ่ายเอาไว้ และปลอบด้วยน้ำเสียงเหมือนปลอบเด็กน้อยที่ถูกฝันร้ายปลุกให้ตื่นขึ้นมากลางดึก “ไม่เป็นไรนะคานาเมะคุง ไม่เป็นไร ครูอยู่ตรงนี้ อยู่ข้าง ๆ เธอแล้วนะ”
“…ครูคาโอริ” สะกดกลั้นเสียงสะอื้นแทบขาดใจ เด็กหนุ่มยกมือขึ้นกอดเอวของอีกฝ่ายไม่ต่างไปจากเด็กเล็ก ๆ ทว่าแทนที่จะรู้สึกอบอุ่น เขากลับรู้สึกเจ็บปวดและว่างเปล่าราวร่างตรงหน้าไม่ใช่ครูคาโอริหากแต่เป็นมวลอากาศที่ไม่มีตัวตน และไม่อาจจับต้องได้
ภายนอกหน้าต่าง บริเวณทางเดินปรากฎเงาร่างของใครคนหนึ่งซึ่งมาพร้อมกับเสียงกระซิบที่แสนแผ่วเบา
“ห้ามไม่ให้มาแล้วแท้ ๆ นะ คานาเมะ…”
: : : : : : : : : :
เวลา 15.20 นาฬิกา
“เหนื่อยหน่อยนะจ๊ะ” เสียงของครูคาโอริดังเรียกความสนใจของคนที่อยู่ในห้องได้ชะงัด “เด็ก ๆ กลับไปหมดแล้วล่ะจ้ะ”
“อ่า ครูคาโอริครับ นี่มันห้องน้ำชายนะครับ” ชุนยิ้มแหย ๆ ซึ่งคาโอริก็เหมือนจะยังไม่เอะใจ กลับทำหน้างงกลับมาเสียอีก
“ในสายตาครูคาโอริ พวกเราก็เป็นแค่เด็กน้อยนั่นแหละ” ยูกิหันไปพูดเบา ๆ กับชุนที่เมื่อฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วยอย่างสุดซึ้ง
“ครูเตรียมของว่างเอาไว้ให้แล้ว ไปทานกันเถอะจ้ะ” เธอบอก และเมื่อไม่ใครบางคนอยู่ในที่นั้นจึงเอ่ยถาม “แล้วคานาเมะคุงล่ะจ๊ะ”
“ผมยังไม่เห็นเขาเลยตั้งแต่เที่ยง ไม่ได้อยู่กับคุณครูเหรอครับ” จิซึรุเป็นผู้ตอบ ใบหน้าทะเล้นมีแววครุ่นคิด
“เอ๊ะ? ครูก็ไม่เห็นเขาตั้งแต่เที่ยงแล้วนะ พอช่วยงานครูเสร็จก็ขอตัวไปหาพวกเธอเลย”
“เขาไม่ได้มาหาพวกผมนะครับ” ยูตะกล่าว ก่อนจะยกมือขึ้นแตะคางอย่างใช้ความคิด “หรือจะไปเล่นกลางแจ้งกับเคนจัง แต่ครูคาโอริก็บอกว่าเด็ก ๆ กลับไปหมดแล้ว…” เขาออกความเห็นก่อนหันไปหายูกิเป็นเชิงถามซึ่งน่าแปลกที่อีกฝ่ายไม่เอ่ยอะไรอย่างทุกที กลับเงียบราวกับคิดอะไรอยู่ จะว่าไป วันนี้ยูกิก็เงียบผิดวิสัย หรือเพราะไม่มีคานาเมะอยู่กันนะ?
“หวา แล้วนี่คานาเมจจิหายไปไหนล่ะ หรือว่าจะถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัว!” จิซึรุยกมือขึ้นขึ้นกุมหัวแล้ววิ่งไปรอบห้อง เล่นเอาเพื่อนที่เหลือถึงกับกุมขมับอย่างระอา
“ใจเย็น ๆ ครับจิซึรุคุง จะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไง” ชายร่างโปร่งบางยิ้มอ่อนใจ และก็ต้องอุทานออกมาเมื่อจู่ ๆ ยูกิก็พรวดพราดออกไปจากห้องน้ำแทบจะชนครูคาโอริอยู่แล้ว “ยูกิคุง! จะไปไหนน่ะครับ!?”
“ไปตามเจ้าคานาเมะ” ยูกิตอบสั้น ๆ ก่อนจะออกวิ่งไปในทันที
“ฉันไปด้วยสิยุกกี้ โอ๊ย! ทำอะไรน่ะยูตัน” จิซึรุร้องโอดโอยเมื่อถูกยูตะรั้งคอเสื้อจนแทบหายใจไม่ออก
“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ยูกิเถอะ พวกเราล่วงหน้าไปก่อนแล้วกัน” ยูตะไม่สนใจคนดิ้นพราด ๆ เด็กหนุ่มลากเพื่อนร่างเล็กออกไปจากห้อง พร้อมกับส่งสายตาบอกชุนให้ช่วยรั้งเจ้าเพื่อนคนนี้อีกแรง
“ให้ยุกกี้ไปตามคานาเมจจิ ได้เกิดสงครามขึ้นแน่ ชุนจังช่วยที!”
“นะ..นั่นสินะครับยูตะคุง อย่างเมื่อเช้ายูกิคุงก็ดูโกรธคานาเมะคุงจริง ๆ ด้วย” ชุนคล้อยตามคำพูดของจิซึรุ หากก็ยังลังเลเลยได้แต่ทำตามที่ยูตะสั่ง
“ไม่หรอก ยูกิไม่ได้โกรธ เดี๋ยวก็ตามกลับมาได้แล้วล่ะ ไม่นานหรอก” ยูตะพูดเพียงแค่นั้นก็เดินตรงไปยังห้องอาหารในทันที โดนไม่สนใจสายตาสามคู่ที่มองมาอย่างงุนงงเลยสักนิด
: : : : : : : : : :
ร่างโปร่งนั่งกอดเข่าอยู่ในห้องที่ปิดไฟมืด แม้บ่ายสามจะยังไม่มืดแต่เพราะม่านสีทึบกับหน้าต่างบานเล็กก็ทำให้ภายในห้องมืดสลัวลงได้ ไหล่ทั้งสองสั่นสะท้านอย่างคุมไม่ได้ยามความเจ็บแปลบถาโถมเข้าใส่ราวพายุร้าย
รอยยิ้มและน้ำเสียงของครูคาโอริยังชัดเจนภายในใจ ทั้งที่พยายามตัดใจแล้วแท้ ๆ แต่ก็ทำไม่ได้เลยสักครั้ง ช่างน่าสมเพชอะไรอย่างนี้คานาเมะ
“มาอยู่นี่เอง” เสียงราบเรียบแสนคุ้นเคยดังขึ้น ก่อนเสียงเดินจะดังเข้ามาใกล้และหยุดลงข้าง ๆ
“มาทำอะไรยูกิ” เสียงอู้อี้ส่งผ่านลำคอกระทบโสตคนฟัง
“มาตามคน” ยูกิตอบเรียบ ๆ “ครูคาโอริเตรียมของว่างไว้แล้ว รีบไปได้แล้วคานาเมะ”
“ฉันไม่หิว นายไปกินเถอะ”
“ครูคาโอริตามหานายอยู่นะ”
“งั้นก็ฝากบอกทีว่าฉันรู้สึกไม่สบาย จะลากลับบ้านเลย”
“งั้นก็ควรไปบอกด้วยตัวเอง ครูคาโอริเป็นห่วงนายมากนะ”
“เลิกพูดถึงครูคาโอริสักที!” ทนไม่ไหวอีกต่อไป คานาเมะหันไปตวาดใส่อีกฝ่ายดังลั่น คำก็ครูคาโอริ สองคำก็ครูคาโอริ จะกวนกันไปถึงไหนไอ้บ้ายูกิ!
คนถูกตวาดเงียบไป ก่อนจะหย่อนกายนั่งลงข้าง ๆ เรียกสีหน้าไม่เข้าใจจากคานาเมะได้เป็นอย่างดี
“ถ้านายไม่ไปฉันก็ไม่ไป”
“อะไรของนาย”
“นายยังติดหนี้ฉันอยู่นะ” ได้โอกาสก็ทวงทันที โดยไม่สนใจคำพูดของอีกฝ่ายเลยสักนิด
“หา?”
“เมื่อเช้าที่นายตีฉันไง” ไม่ว่าเปล่า ยูกิเลิกแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นรอยแดงที่จางลงบ้างแล้วบนท่อนแขนขาว “และบทลงโทษก็คือ นายต้องทำตามที่ฉันสั่งโดยไม่มีข้อแม้”
“ว่าไงนะ!?” ร่างโปร่งขึ้นเสียง แม้จะรู้สึกผิดก็เถอะแต่แบบนี้มันชักจะมากไปแล้วนะ ทำตามยูกิสั่ง คงไม่พ้นเรื่องน่าอายแน่ ๆ!
“ว่าไง จะทำตามรึเปล่า หรือจะให้ฉันไปบอกครูคาโอริว่านายชอ..”
“หุบปากนะ! ถ้านายพูดล่ะก็ฉันฆ่านายแน่” คานาเมะขยับตัวพรวดไปบีบคอเจ้าคนกวนบาทาทันที ทว่าแทนที่คนถูกประทุษร้ายจะได้ยินคำโวยวายต่อจากนั้น กลับเป็นเสียงที่แผ่วเบาและสั่นเครือ อีกทั้งมือทั้งสองยังปล่อยลงข้างตัวคล้ายเจ้าของไม่มีแรงอีกต่อไป “เลิกย้ำเรื่องนั้นกับฉันสักที”
“มันเป็นเรื่องจริงไม่ใช่เหรอ” ยูกิพูดด้วยเสียงที่อ่อนลง ไม่รู้เพราะความมืดสลัวหรือไรจึงทำให้คานาเมะเห็นว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าอ่อนโยนอย่างบอกไม่ถูก
“…ก็เพราะมันเป็นเรื่องจริง ฉันถึงไม่อยากฟังไงล่ะ” คานาเมะก้มหน้าลง นัยน์ตาและโพรงจมูกแสบร้อนขึ้นมาอีกครั้ง ไม่ได้นะ จะมาร้องไห้ให้เจ้านี่เห็นไม่ได้!
“ร้องออกมาเถอะคานาเมะ” ยูกิเอ่ยขึ้นพร้อม ๆ กับดึงแว่นตาออกไปพร้อมกันนั้นก็รั้งร่างของเขาไปกอดเอาไว้ ฝ่ามืออบอุ่นยกขึ้นลูกศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบา และอ่อนโยน..เหมือนครูคาโอริเลย… “ร้องออกมาแล้วอาจจะทำให้รู้สึกดีขึ้นบ้างก็ได้”
คานาเมะเงียบไปอึดใจ ก่อนหยาดน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าจะตกกระทบไหล่กว้างของอีกฝ่ายและซึมหายไป ทั้งร่างของคาเนาเมะสั่นเทา เสียงสะอื้นหลุดออกมาอย่างห้ามไม่ได้ ความอายและทุกสิ่งทุกอย่างถูกลืมไปหมดแล้วในเวลานี้
“ฮึก..ฮือ…ครูคาโอริ..”
“นาย…ชอบครูคาโอริมากเลยเหรอ” ร่างสูงเอ่ยถามเสียงเบา นัยน์ตาสีน้ำตาลไหวระริกขณะหลุบมองร่างในอ้อมแขน
“…มากสิ อึก…ชอบมาก ชอบ..มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้ว” เสียงไม่สม่ำเสมอดังตอบกลับมา
ยูกิไม่ตอบอะไร ได้แต่กล้ำกลืนก้อนแข็ง ๆ ลงลำคอและรับฟังเงียบ ๆ
“ทั้ง ๆ ที่นายก็รู้… แต่นายก็เอาแต่ย้ำเรื่องพวกนี้ ล้อเรื่องพวกนี้!” ร่างโปร่งเอ่ยด้วยเสียงกระด้าง พยายามอย่างยิ่งที่จะระงับเสียงสะอื้นและหยุดร้องไห้เสียที “นายมันไม่เคยคิดถึงความรู้สึกใครเลยยูกิ เอาแต่ความสนุกตัวเองเป็นหลัก ไม่เคยนึกถึงใจของคนอื่นเลย!”
ในวินาทีนั้นยูกิรู้สึกหนาวไปถึงขั้วหัวใจ เจ็บแปลบราวมีแท่งน้ำแข็งนับล้านพุ่งเสียบเข้าไปในอก
‘ไม่เคยคิดถึงความรู้สึกใคร’
เด็กหนุ่มอยากจะยิ้มเยาะตัวเองเหลือเกิน เขาน่ะหรือไม่คิดความรู้สึกคนอื่น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงเขาจะมานั่งฟังอยู่แบบนี้ทำไมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่คน ๆ นั้นพูดออกมามันทำให้ใจของเขาปวดร้าวเจียนคลั่ง
“ฉันไม่เขาใจเลย ทำไมนายถึงเอาแต่ล้อฉันเรื่องครูคาโอริ มันสนุกนักเหรอ!” คานาเมะตะเบ็งเสียงลั่นพร้อมกับดันร่างของอีกฝ่ายออกไป เด็กหนุ่มหอบหายใจ หยาดน้ำตายังรื้นอยู่ในนัยน์ตาซึ่งเจ้าตัวก็พยายามปาดมันออก
“จะว่าสนุก… ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ยูกิพูดเรียบ ๆ เหมือนเคย หากถ้อยคำกวนประสาทกลับหายไป “แล้วนายไม่ชอบเหรอ”
“จะชอบได้ยังไงวะ” ไอ้นี่พูดอะไรของมัน คิดว่าเขาเป็นโรคจิตชอบถูกล้อรึไง!
“งั้นฉันขอถามนายนะคานาเมะ” ร่างสูงสบมองอย่างจริงจัง ชนิดคานาเมะเถียงไม่ออก “มันจะดีกว่าเหรอ ถ้าฉันไม่ล้อเรื่องครูคาโอริ”
“..ก็ต้องดีสิ!”
“ไม่หรอก นายไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น”
“หา!?”
“นายลองคิดดูสิว่าถ้าฉันไม่ล้อนาย ตอนนี้นายจะเป็นยังไง” ยูกิว่า “นายจะเข้าหน้า หรือกล้าสบตาครูคาโอริแบบนี้น่ะหรือ”
“ระ..เรื่องนั้น”
ยูกิไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูด “ถ้าฉันไม่ล้อนาย ไม่ให้นายคิดว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา นายคิดว่านายจะเป็นอย่างนี้เหรอคานาเมะ”
“นายพูดอะไร ฉันไม่เข้าใจ” ร่างโปร่งขมวดคิ้วมุ่น แรก ๆ ก็ว่าเข้าใจนะ แต่หลัง ๆ นี่เริ่มไม่เข้าใจแล้วว่าคนตรงหน้าต้องการจะสื่ออะไร เขาก็พอจะรู้ล่ะว่าตรรกะของเจ้าเพื่อนคนนี้ไม่เหมือนมนุษมนาเขา หากก็ไม่คิดว่ามันจะหลุดโลกจนคนอื่นไม่เข้าใจแบบนี้!
“นายจะบอกว่าถ้านายไม่ล้อฉัน ฉันจะทำตัวกับครูคาโอริไม่ถูกงั้นเหรอ” กระนั้น คานาเมะก็พยายามทำความเข้าใจ
“คงประมาณนั้น…มั้ง”
“ไอ้บ้า!” เป็นไปดังคาด เสียงด่าลั่นมาพร้อมกับฝ่ามือที่ฟาดเข้ากลางกระหม่อมฝ่ายตรงข้าม “ตรรกะงี่เง่าอะไรของนาย!”
“เพราะนายเป็นอย่างนี้ไงถึงไม่เข้าใจ”
“ว่าไงนะ!”
ยูกิลอบยิ้มในใจเมื่อเห็นคานาเมะกลับมาเป็นจอมโวยวายเหมือนเดิม เด็กหนุ่มส่งแว่นคืนให้อีกฝ่ายซึ่งก็รับไปสวมอย่างรีบ ๆ จากนั้นเขาจึงลุกขึ้นยืนและยื่นมือไปให้ “รีบไปกันเถอะ ทุกคนรออยู่”
“ฉันยืนเองได้” แม้จะโดนสวนแบบนั้นแต่ร่างสูงก็ไม่สนใจ แล้วดึงมือจอมโวยวายให้ลุกขึ้นยืนอย่างไม่ขออนุญาตซึ่งฝ่ายนั้นก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่เสหน้าไปมองทางอื่นเล็กน้อย
“สรุปนายจะเลิกล้อฉันแล้วใช่ไหม” คานาเมะถามพร้อมกับออกเดินไปพร้อมกัน
“นั่นสิ จะเลิกดีไหมนะ”
“ไอ้…”
ยังไม่ทันจะด่าเขาก็ต้องชะงักไป เมื่อเจ้าเพื่อนตัวดีหันกลับไปมองทางด้านหลังพร้อมกับตะโกนลั่น “ครูคาโอริสุดที่รักของคานาเมะครับ! คานาเมะคุงตีผมอีกแล้ว!!”
“เฮ้ย!” คนถูกกล่าวหาร้องเสียงหลง แล้วหันกลับไปมองด้านหลัง ทว่ากลับพบเพียงทางเดินว่างเปล่า เท่านั้นล่ะเด็กหนุ่มก็หันกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายมาคำรามใส่ในระยะประชิด “ไหนบอกจะเลิกล้อไง!?”
“ฉันบอกตอนไหนเหรอ คานาเมะ-แว่น-คุง” ไม่ว่าเปล่า ยูกิยื่มมือออกไปลูบหัวฝ่ายตรงข้ามเป็นเชิงย้ำว่าตนเหนือกว่าอย่างไม่สนใจว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์อันตรายแค่ไหน ไม่เพียงแค่นั้น ยามเห็นคานาเมะชะงักไป เขาก็ยื่นหน้าเข้าไปจนห่างจากใบหน้าแดง ๆ ของอีกฝ่ายไม่กี่เซน. แล้วเบี่ยงหน้าออกเล็กน้อย กดจมูกลงบนแก้มเนียนใสราวสัมผัสของปีกผีเสื้อพร้อมกระซิบเสียงแผ่ว ก่อนจะผละออกมาอย่างรวดเร็วและพูดเสียงดัง
“ไปกันเถอะ ครูคาโอริรอนายอยู่นะ”
คานาเมะหน้าแดงก่ำยืนค้างอยู่อย่างนั้น สมองรวนไปหมดจนพูดแทบไม่เป็นภาษา ไอ้เจ้าบ้ายูกิ!!
: : : : : : : : : :
16 นาฬิกาโดยประมาณ หน้าโรงเรียนอนุบาลฮิดามาริ
“ขอบใจพวกเธอมาก ๆ นะจ๊ะ” ครูคาโอริเอ่ยจากใจพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยนเช่นเคย “ว่างเมื่อไหร่ก็แวะมาหากันบ้างนะ”
“ไม่เป็นไรครับ พวกเรายินดี” คานาเมะยิ้มน้อย ๆ ความประหม่าลดลงไปมากทีเดียว ซึ่งตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
“ได้ช่วยคุณครูสวย ๆ พวกเรายินดีมาก ๆ เลยล่ะครับ โอ๊ย! คานาเมจจิ อย่าตีสิ”
“ใช้กำลังมันไม่ดีนะคานาเมะ” ยูตะกล่าว หากก็ไม่คิดจะมาช่วยคนถูกประทุษร้ายเลยสักนิด
คาโอริอมยิ้มเมื่อเห็นภาพหยอกล้อกันของเด็ก ๆ ดูท่าคานาเมะคุงคงสบายดีแล้วสินะ หญิงสาวคิดในใจ ในตอนนั้นเธอตกใจมากทีเดียว อยากจะถามเหมือนกันว่าเป็นอะไรไป แต่เมื่อเห็นกลับมาสดใสแบบนี้แล้วก็ไม่ควรจะถามแล้วล่ะเนอะ
“งั้นพวกผมลาเลยนะครับครูคาโอริ” เสียงชุนดังขึ้นขัดความคิด พร้อมกับเด็กหนุ่มทั้งห้าโค้งตัวลา “แล้วพวกผมจะแวะมาหาบ่อย ๆ นะครับ”
“จ้า แล้วครูจะรอนะ” คาโอริขยับยิ้ม และยกมือขึ้นโบกเบา ๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนโยนของเธอนั้นมีแต่ความอบอุ่นและความห่วงใยในตัวลูกศิษย์ที่เดินจากไป ถึงแม้จะผ่านมานานแล้ว แต่เธอก็ยังจดจำเรื่องราวที่เคยมีร่วมกันได้ ทั้งเสียงหัวเราะ และเสียงร้องไห้ของพวกเขา
แล้วพบกันใหม่นะ…
: : : : : : : : : :
“นายไปเจอคานาเมะที่ไหนเหรอ” หลังจากแยกย้ายกันกลับบ้านแล้ว ยูตะก็หันมาถามแฝดผู้น้อง
“ห้องเรียนเก่าของพวกเราน่ะ” ซึ่งคนเป็นน้องก็ตอบด้วยเสียงโทนปกติ ด้วยใบหน้านิ่งเฉยและว่างเปล่าเช่นเดิม ทว่าลึกลงไปภายในใจกลับมีแต่เรื่องมากมาย ซึ่งเรื่องทั้งหมดนั้นเกี่ยวข้องกับคนเพียงคนเดียว…คานาเมะ
ทุกถ้อยคำของอีกฝ่ายยังดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา และมันก็ทำให้ใจของเขาเจ็บแปลบ
“ดูเหมือนความหวังดีของฉันจะถูกเข้าใจผิดไปไกลเลยนะ” อยู่ ๆ ยูกิก็พึมพำออกมา ใบหน้าราบเรียบเงยขึ้นมองไปยังท้องฟ้าซึ่งฉาบด้วยแสงสีส้มแดงของดวงอาทิตย์ที่ใกล้จะลาลับ
“ความหวังดี?”
“ยูตะ นายคิดว่าฉันล้อคานาเมะเรื่องครูคาโอริเพราะอะไรเหรอ”
แฝดผู้พี่เลิกคิ้วเล็กน้อย แม้จะสงสัยแต่ก็ตอบคำถามไปตามตรง “เพราะสนุกล่ะมั้ง”
คำตอบแบบนั้นเล่นเอายูกิแทบหน้าคว่ำ แม้แต่ยูตะก็เข้าใจไปแบบนั้นเหรอเนี่ย เด็กหนุ่มรู้สึกหมดอาลัยตายอยากขึ้นมาซะอย่างนั้น เขายกมือขึ้นขยี้เส้นผมอย่างเหนื่อยอ่อน ต้องหาทำอะไรแก้เซ็งสักหน่อยแล้ว ก่อนที่เขาจะกลายเป็นเด็กมีปัญหาแล้วจบปัญหาด้วยการคิดสั้น
“ฉันจะไปร้านหนังสือ”
“เมื่อกี้ก็เพิ่งผ่านไม่ใช่เหรอ ทำไมไม่แวะ” ยูตะถามอย่างแปลกใจ
“ก็ตอนนั้นไม่อยากอ่าน”
ได้ยินดังนั้นคนเป็นพี่ชายก็ได้แค่ถอนใจ อยู่ ๆ อารมณ์เสียอะไรขึ้นมานะ แต่ถึงจะสงสัย ก็เป็นอีกครั้งที่เขายอมน้องชายฝาแฝดคนนี้
เด็กหนุ่มหันหลังกลับแล้วเดินย้อนกลับไปทางเก่าพร้อมกับผู้เป็นน้อง
: : : : : : : : : :
อีกด้านหนึ่ง หลังจากแยกกับเพื่อน ๆ จอมกวนทั้งหลายแล้วคานาเมะก็เดินทอดน่องไปเรื่อย ๆ เขาไม่อยากถึงบ้านเร็วนัก อยากจะเดินให้อารมณ์คงที่ก่อนแล้วค่อยเข้าบ้าน
เด็กหนุ่มถอนใจเมื่อคิดย้อนไปถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นเยอะจริง ๆ แล้วก็เป็นเรื่องน่าอายทั้งนั้นเลยด้วย
อ๊ากก! เขายกมือทึ้งหัวตัวเอง ไปร้องไห้ต่อหน้าครูคาโอริได้ยังไง แล้วไหนจะเจ้ายูกิอีก โดนล้อแน่ ๆ โดนล้อแน่ ๆ!
แต่วันนี้เจ้านั่นก็ทำตัวน่าแปลกใจแฮะ ดูไม่กวนเหมือนปกติ? ไม่สิ เจ้านั่นยังกวนอยู่นี่นา ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วอะไรล่ะที่แปลกไป?
คานาเมะคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก จึงตัดสินใจเลิกคิดไปโดยปริยาย และเมื่อเลิกคิดเรื่องนั้น อีกเรื่องก็ผุดขึ้นมาแทนที่
…ครูคาโอริ
เฮ้อ เขานี่มันช่างยึดติดจริง ๆ เลยนะ คานาเมะอดเย้ยตัวเองไม่ได้ และเมื่อนึกเรื่องครูคาโอริขึ้นมา เรื่องอีกเรื่องจึงพ่วงมาอย่างช่วยไม่ได้ แล้วเจ้ายูกิกับยูตะ โดยเฉพาะเจ้ายูกิจะเลิกล้อเขารึเปล่านะ
‘ถ้าฉันไม่ล้อนาย ไม่ให้นายคิดว่าเรื่องพวกนี้มันเป็นเรื่องธรรมดา นายคิดว่านายจะเป็นอย่างนี้เหรอคานาเมะ’
เจ้าบ้านั่นพูดอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นเข้าใจเลย ตรรกะบ้าบออะไรของมัน
แม้จะนึกด่าแต่คานาเมะก็ลองคิดตาม ถ้ายูกิไม่ล้อเขาอย่างทุกวันนี้ เขาอาจจะเก็บเรื่องนี้แล้วเอาไปเครียด ไปคิดมากคนเดียว แล้วพอเจอหน้าครูคาโอริก็อาจจะสู้หน้าไม่ติด แล้วยังจะคิดว่าเป็นเรื่องน่าอายและเป็นเรื่องผิดปกติ
“หรือว่าที่นายล้อ เพราะอยากให้ฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาทั่ว ๆ ไปอย่างนั้นเหรอ” ร่างโปร่งพึมพำอย่างไม่อยากจะเชื่อ ทว่าก็ต้องส่ายหน้าเป็นพัลวัน
บ้าน่า! เจ้ายูกิมันจะคิดอะไรลึกซึ้งแบบนี้กัน เจ้านั่นไม่มีทางคิดถึงคนอื่นหรอก
ตะโกนบอกตัวเองแบบนั้น แต่ใจกลับต่อต้านเพราะจู่ ๆ คำพูดแผ่วเบาของคน ๆ นั้นก็ดังขึ้นในโสตประสาท ส่งผลให้คานาเมะหน้าแดงขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่และยกมือขึ้นแตะแก้มเย็น ๆ ของตนโดยไม่รู้ตัว
มันเป็นเสียงกระซิบแผ่วเบาที่เขาไม่เคยคิดว่าจะมีวันได้ยิน ซึ่งมาพร้อมกับสัมผัสอ่อนโยนดุจปีกผีเสื้อ
‘ถ้าไม่อยากให้ล้อ ก็อย่าทำให้เป็นห่วงนักสิ’
....................................
ฟิคนี้ดูดราม่าหน่อย ๆ ต่างจากที่เขียนเรื่องแรกเยอะอยู่ ฮา
สำหรับฟิคนี้ก็เกิดขึ้นเพราะนั่งดูss1ตอน13ซ้ำค่ะ เป็นตอนที่เหล่าก๊วนกลับไปโรงเรียนอนุบาล ได้เจอกับเด็ก ๆ แล้วครูคาโอริ ตอนดูก็นั่งจิ้นด้วยความลำเอียง โหย คานาเมะออกอาการแบบนั้นยูกิเสียใจตายเลย 555
คิดให้ยูกิแสดงอาการอะไรไม่ค่อยออก เลยออกมาเป็นทำนองนี้
ความจริงยูกิไม่ได้หึงหรือโกรธนะ ออกแนวห่วงมากกว่า เพราะความรักของคานาเมะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ฮ่าๆ(โดนต่อย) แล้วการล้อแบบนั้นก็คงจะเป็นวิธีปลอบแบบยูกิเขา 555+ (จิ้นเอาเองล้วน ๆ แต่เราดูแล้วจิ้นแบบนี้จริง ๆ นะคะ มันก๊าวใจกว่าอะ ก๊ากกก!)
แต่เหมือนจะเป็นวิธีที่แปลกและทารุณไปสักหน่อยเลยถูกเข้าใจผิดเลย(น่าสงสาร)
ในหัวตอนนี้ก็มีพล็อตผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ค่ะ ไว้จะทยอยเขียน ยิ่งดูยิ่งหลงอะเรื่องนี้ ชอบตัวละครทุกตัวเลย>w<
สุดท้ายก็ ไว้เจอกันเอนทรี่หน้านะคะ^^
マルセル デ バンプス Marcel de Vamps: 「Dear Girl ~Stories~」


