[Original fiction/BL] เพียงแค่...รัก [บทที่2]
posted on 04 May 2012 18:59 by deciso in Original-fiction directory Fiction, Entertainment, Lifestyle** Attention ***
นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่ได้อ้างอิงจากบุคคลหรือเหตุการณ์ใด
บทที่ 2
“พี่ธี เป็นอะไรน่ะ ถอนใจใหญ่เลยนะ” เสียงสดใสเสียงหนึ่งดังขึ้นซึ่งมาพร้อมกับแรงกดที่ไหล่ขวา ชายหนุ่มหันหน้าไปมอง ก็พบธัญญ์น้องสาวกำลังส่งยิ้มมีเลศนัยมาให้ “ถูกสาวหักอกมารึไง”
“เออ คงจะอย่างนั้นแหละ” เขาตอบแบบขอไปทีก่อนจะถอนใจอีกเฮือก นี่ถ้าถอนใจครั้งนึงทำให้คนแก่ไปปีหนึ่ง เขาก็คงใกล้ตายแล้วล่ะ ธัญญ์มุ่นคิ้วลงเล็กน้อย ใบหน้าที่ไม่ได้สวยหวานแต่ก็จัดได้ว่าดูดีฉายชัดถึงความงุนงง
สาวหักอกงั้นเหรอ? ก็ใกล้เคียงล่ะมั้ง ธีรพัฒน์ลอบคิดในใจพลางไล่สายตามองชุดของน้องสาว เสื้อยืดตัวบางกับกางเกงขาสั้นแค่คืบทำเอาเขาแทบกุมขมับ “ไปแต่งตัวใหม่เดี๋ยวนี้เลย ยัยธัญญ์”
“เอ๊ะ! อะไรกันน่ะพี่ ขนาดแม่ยังไม่ว่าอะไรเลยนะ” คนเป็นน้องร้องเสียงหลง “อีกอย่าง วันนี้จะได้ไปเที่ยวกับ ‘พี่ริณ’ ทั้งที จะให้ธัญญ์แต่งตัวเป็นคุณป้ารึไง”
“เที่ยวอะไรล่ะ!” ยามได้ยินชื่อนั้น ก็เหมือนมีอะไรมาสะกิดใจส่งผลให้เสียงที่เปล่งออกมาห้วนกระด้างโดยไม่ตั้งใจ “อีกอย่าง บอกกี่รอบแล้วว่าให้เรียกพี่เขาว่า ‘ธารา’ ”
“พี่พูดงั้นหมายความว่ายังไง” เด็กสาวไม่สนใจประโยคหลัง หัวคิ้วเรียวมุ่นลง รอยยิ้มที่มีหายวับไปทันใด
“นี่แม่ยังไม่บอกเธอรึไง” คนเป็นพี่พูดเร็ว ๆ “พี่เขามาไม่ได้แล้ว เห็นบอกว่ามีประชุมด่วน ออกไปตั้งแต่ตีสามโน่น”
“ประชุมตอนตีสามเนี่ยนะ!?” เด็กสาวร้องเสียงหลงอีกครั้ง ก่อนจะเขย่าแขนพี่ชายทำเอาสั่นไปทั้งตัว “ประชุมบ้าอะไรตอนตีสาม แล้วพี่ก็ปล่อยพี่เขาไปเฉย ๆ เนี่ยนะ ทำไมไม่รู้จักห้ามบ้าง!?”
“จะห้ามได้ยังไงล่ะ มันงานพี่เขา” ชายหนุ่มโต้ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ขึ้นเสียง
“พี่ว่ามันไม่แปลกรึไง ประชุมตอนตีสามนี่นะ!”
“พี่เขาทำงานบริษัทLaw firm* เป็นธรรมดาที่ต้องงานหนักอยู่แล้ว” คนเป็นพี่ตอบ ใจก็นึกถึงดวงหน้าแสนอิดโรยดวงนั้น ป่านนี้จะได้ทานอะไรรึยังนะ รู้อย่างนี้หยิบแซนวิสให้ก่อนออกจากคอนโดฯสักห่อสองห่อก็ดีหรอก
“งานหนัก เรื่องนั้นธัญญ์ก็รู้ แต่ก็ไม่น่าจะหนักถึงขนาดต้องไปประชุมตอนตีสามเลยนี่” เด็กสาวยังโต้
“ก็เวลาที่อเมริกามันตีสามรึยังไง” ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิด อธิบายไปตั้งหลายรอบแล้วแต่ทำไมเจ้าน้องนี่ไม่เข้าใจสักที เอาแต่ด่าเขาอยู่ได้ว่าไม่ดูแล ไม่ห้ามว่าอย่าหักโหม “พี่ธาราเขาต้องประชุมข้ามประเทศ นายจ้างเป็นคนต่างชาติเวลาต้องต่างกับไทยอยู่แล้ว”
“ประชุมข้ามประเทศ?”
“VDO conference ไง”
“รู้น่า กำลังคิดอยู่!” ธัญญ์รีบพูดแก้ตัว ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ว่าอะไรเลยด้วยซ้ำ
เห็นท่าทีแบบนั้นคนเป็นพี่ก็ได้แต่ถอนใจ ธัญญ์น้องสาวของเขาเป็นอย่างนี้เสมอ อารมณ์ฉุนเฉียวและหุนหันพลันแล่น ถึงจะอายุห่างจากเขาไม่กี่ปีแต่ความคิดความอ่านกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาจเพราะถูกแม่กับเขาตามใจและโอ๋มาตั้งแต่เด็กเลยมักเอาแต่ใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะเรื่องเรียน ที่ดูธัญญ์จะไม่ค่อยใส่ใจกับมันเท่าที่ควร ทั้งที่อีกปีเดียวจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วแท้ ๆ
“แล้วพี่ริณเป็นยังไงบ้าง” เด็กสาวถามต่อ ความผิดหวังและความหงุดหงิดยังคงอยู่บนดวงหน้า จะไม่ให้เธอผิดหวังได้อย่างไร ก็นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วที่พี่ริณผิดนัด
“ก็ดี ไม่ได้ป่วยอะไร”
“งั้นเหรอ” เด็กสาวรับคำเสียงเบา ก่อนจะเชิดหน้าสั่งอย่างเอาแต่ใจ “นี่พี่ธี! ถ้าพี่ดูแลพี่ริณไม่ดีล่ะก็ฉันไม่ให้อภัยแน่!”
“หา?”
“ไม่ต้องมาหาเหออะไรเลย” เอาอารมณ์ไปลงกับใครไม่ได้ก็มาลงกับพี่ชายนี่แหละ “ไม่เข้าใจเลย บ้านก็ไม่ได้ไกลจากเมืองแท้ ๆ ทำไมถึงต้องย้ายไปอยู่คอนโดฯด้วย”
“ก็มันเดินทางสะดวกกว่า” เขาตอบอย่างใจเย็น ความจริงก็อยากให้พี่ธารากลับมาอยู่บ้านเหมือนกัน อย่างน้อย ๆ ก็ได้อยู่กับป้าวรรณ
“แล้วพี่ล่ะ อยู่ที่โน่นเป็นไงมั่ง”
“มาถามอะไรตอนนี้ พี่ไปอยู่จะสองปีแล้วนะ” ร่างสูงถอนใจ ใช่แล้ว เขาไปอยู่คอนโดฯกับพี่ธาราได้สองปีแล้ว ยอมรับว่าลำบากอยู่เหมือนกันเพราะถ้าอยู่บ้านเขาจะไปมหาวิทยาลัยสะดวกกว่า แต่เพราะต้องดูแลพี่ธารา… จะว่าไปเรียกว่าดูแลพี่ธาราก็ไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่าไปดูแลคอนโดฯของพี่ธารามากกว่า
ชายหนุ่มจำได้ว่าตอนที่ป้าวรรณสั่งให้ไปอยู่กับพี่ธารา วูบหนึ่งใบหน้าคมคายของพี่ปรากฎร่องรอยความไม่พอใจ ซึ่งเขาก็เข้าใจดี ผู้ชายอายุยี่สิบห้าย่อมต้องการเวลาส่วนตัวอยู่แล้ว ซึ่งนี่คงเป็นเหตุผลหลักที่คน ๆ นั้นย้ายไปอยู่คอนโดฯ
“ก็นั่นแหละ เดี๋ยวพี่จะน้อยใจไงว่าถามถึงแต่พี่ริณ” ธัญญ์ยิ้มซน ก่อนใบหน้าจะหมองลงอีกครั้งยามกล่าวประโยคต่อมา “เฮ้อ วันนี้ต้องไปกันแค่สี่คนอีกแล้วแล้วเหรอ ธัญญ์ไม่ไปได้มั้ยนะ”
“หนูไม่อยากไปหรือจ๊ะธัญญ์” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังเรียกให้สองพี่น้องหันไปมอง หญิงวัยประมาณห้าสิบปีก้าวลงจากบันได เส้นผมสีดำตัดสั้นทำให้ดูอ่อนกว่าวัยล้อมกรอบใบหน้าซึ่งประดับรอยยิ้มใจดี
“ก็…เปล่าค่ะ” ธัญญ์ตอบอ้อมแอ้ม
“สวัสดีครับป้าวรรณ” ธีรพัฒน์ยกมือประนมไหว้ “ป้าวรรณสบายดีเหรอครับ”
“สวัสดีจ้ะธี” ป้าวรรณรับไหว้ “ป้าสบายดี ว่าแต่เราเถอะ ลูกป้าคงไม่ได้ใช้งานหนักใช่ไหม”
“ไม่หรอกครับ” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ “ป้าวรรณครับ คือพี่ธารา… เขาโทร.มาหารึเปล่าครับ”
ถามออกไปแล้วร่างสูงก็แทบจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย เขาจะสอดรู้สอดเห็นไปทำไมนะ ยิ่งเห็นใบหน้าของป้าวรรณหมองลงเขาก็ยิ่งอยากจะเอาหัวพุ่งชนฝาบ้านให้ตายไปซะเดี๋ยวนั้น
“ไม่ได้โทร.มาหรอกจ้ะ คงงานยุ่งเหมือนเดิม” แม้เสียงที่ตอบจะยังอ่อนโยนแต่มันกลับเปี่ยมไปด้วยความหมองเศร้า “แต่ธีก็โทร.บอกป้าแล้วนี่จ๊ะ ไม่เป็นไรหรอก”
“ป้าวรรณ…”
“วันนี้ก็ไม่มาอีกแล้วหรือ” ยังไม่ทันที่ธีรพัฒน์จะเอ่ยอะไร ก็มีเสียงแหลมสูงแทรกเข้ามาเสียก่อน หญิงวัยสี่สิบปลาย ๆ ก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น ใบหน้ามีแววหงุดหงิดแต่นัยน์ตากลับกำลังทอประกายบางอย่าง เป็นประกายที่ทำให้ธีรพัมน์ไม่สบายใจเอาเสียเลย ยิ่งประกายตานั้นมาจากแม่ของเขา เขาก็ยิ่งกังวลใจราวมีตะกั่วถ่วงอยู่ภายใน
“พี่เขามีงานด่วนเข้ามาน่ะครับ” ธีรพัฒน์ชิงตอบก่อน ด้วยเกรงว่าแม่หรือธัญญ์จะพูดอะไรออกไปกระทบจิตใจของป้าวรรณ
“งานด่วน? อีกแล้วรึ” เรืองถามเสียงสูง ก่อนจะหันไปมองใบหน้าของวรรณผู้มีศักดิ์เป็นนายจ้าง “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีงานที่ยุ่งจนแทบไม่มีวันหยุดแบบนี้ด้วย นี่พี่วรรณ พี่ไม่คิดบ้างหรือว่าเขาอาจไม่ได้ยุ่งเพราะงาน”
“แม่!”
“โวยวายอะไรเจ้าธี แม่แค่พูดตามที่คิดเท่านั้นเอง” เรืองหันมาทำหน้าหงุดหงิดใส่ลูกชาย ก่อนจะหันกลับไปปั้นหน้ายิ้มให้วรรณที่ใบหน้าเริ่มมีแวววิตกกังวล “ต้องขอโทษด้วยนะพี่วรรณ ฉันแค่สงสัยเฉย ๆ อย่าถือสาคนไม่มีการศึกษาเลยนะ”
“พี่ก็ไม่คิดมากอะไรอยู่แล้ว” วรรณตอบ แม้น้ำเสียงจะฟังดูมั่นคงหากถ้าฟังดี ๆ แล้วจะรู้สึกได้ถึงความสั่นไหวเบาบาง “เพราะพี่เชื่อใจในตัวลูกของพี่ เขาเป็นเด็กดี ไม่มีทางทำตัวเหลวไหล”
“จริงจ้ะ ๆ ริณเขาเป็นเด็กดีอยู่แล้ว เรื่องนี้ใคร ๆ ก็รู้” เรืองขยับยิ้ม พร้อมพยักหน้าให้อย่างเข้าอกเข้าใจ “แล้วนี่จะออกไปเลยไหม”
“จ้ะ ถ้าเรียบร้อยกันแล้วก็จะออกกันเลย”
“งั้นก็ไปกันเลยแล้วกัน จะได้ไปถึงเร็ว ๆ ฉันอยากเจอพี่อรจะแย่แล้ว” เรืองเอ่ย ความดีใจแสดงอยู่บนใบหน้า จากนั้นจึงหันไปหาลูกชายและลูกสาวทั้งสอง “ธัญญ์ ธี รับไปยกของในครัวขึ้นรถได้แล้ว”
วิวนอกหน้าต่างผ่านตาไปช้า ๆ จากภาพตึกระฟ้าสูงลิ่วก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นบ้านเรือนหลักเล็กก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นทุ่งนาสีเขียวตัดกับท้องนภาสีฟ้า …ช่างต่างกันเสียจริง ๆ ความเจริญของเมืองใหญ่กับที่แห่งนี้ ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนมากมายถึงทิ้งความสงบของชนบท และเข้าไปค้นหาความสุขในเมืองใหญ่ที่แออัดยัดเยียด
…ค้นหา ‘ความสุข’ ในเมืองใหญ่
สำหรับเขามันก็แค่ค่านิยมผิด ๆ เท่านั้นแหละ ความสุขในเมืองใหญ่สำหรับเขามันไม่มีจริงหรอก ต้องแก่งแย่งชิงดีกันตลอดเวลาแบบนั้นมันจะเรียกว่าความสุขได้อย่างไร
ชายหนุ่มมองไปยังร่างบางข้างกาย ธัญญ์กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ป้าวรรณซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดอย่างตั้งอกตั้งใจ ไม่ต้องดูหน้าจอก็รู้ว่าคงกำลังคุยกันเพื่อนอยู่
นี่ก็เหมือนกัน…
ธีรพัฒน์ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าการคุยกันผ่านอินเตอร์เน็ตมันสนุกตรงไหน ยังไง ๆ เจอตัวจริงก็ดีกว่าเยอะ ได้เห็นสีหน้า ท่าทาง ให้ได้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดและรู้สึกอย่างไรขณะคุยกัน ด้วยเพราะมีความคิดเช่นนี้ เพื่อนหลายคนจึงมองว่าเขาเป็นพวกหัวโบราณ ซึ่งเขาอยากจะเถียงเหลือเกินเพราะเขาไม่ได้ต่อต้านการพูดคุยผ่าน Social network เขาก็แค่ไม่ชอบเท่านั้นเอง
“หิวกันรึยังเด็ก ๆ” ป้าวรรณถามขึ้น ขณะใบหน้ายังจ้องตรงไปยังถนนเบื้องหน้า
ถ้าหากไม่บอกว่าเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง คงถูกมองว่าเป็นญาติหรือครอบครัวเดียวกันแน่ ๆ ป้าวรรณไม่เคยวางตัวเป็นเจ้านายหรือออกปากใช้งานจริง ๆ จัง ๆ กับครอบครัวของเขาเลย ที่บอกว่าไม่จริง ๆ จัง ๆ ก็หมายความว่า ทุกครั้งที่ป้าวรรณจะใช้พวกเขาทำอะไรก็จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขอร้องมากกว่าคำสั่ง ตั้งแต่มาอยู่บ้านหลังนี้นับดูก็ประมาณแปดปีแล้ว ป้าวรรณไม่เคยดุด่าครอบครัวของเขาเลยสักครั้ง
“ยังไม่หิวกันหรอก แล้วนี่ก็ใกล้ถึงบ้านพี่อรแล้วนี่” เรืองเป็นผู้ตอบ
“งั้นไปทานข้าวที่บ้านพี่อรเลยแล้วกันนะจ๊ะ”
ใช้เวลาไม่นาน พวกเขาก็มาถึงที่หมาย วรรณจอดรถอยู่ริมถนนลูกรังก่อนทั้งสี่จะก้าวลงมา บ้านหลังเล็กตั้งอยู่ห่างจากถนนซึ่งยกสูงไม่ไกลนัก แต่เพราะทางเดินที่เล็กแคบจึงไม่สามารถนำรถเข้าไปจอดได้ วรรณ เรือง ธัญญ์ และธีรพัฒน์พากันเดินลงไปตามทางเดินหินกรวดอย่างระมัดระวัง
“ไม่อยากมาเลย” เด็กสาวบ่นอุบ พลางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าที่เริ่มแดงด้วยอากาศที่ร้อนจัด
“เราก็เคยอยู่ที่นี่ จะบ่นอะไร” คนเป็นพี่อดพูดไม่ได้ ไม่เข้าใจน้องสาวของตัวเองเลยจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแท้ ๆ ทำอย่างกับไม่เคยอยู่อย่างนั้นแหละ
“แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่แล้วนี่!” ธัญญ์หันไปขึ้นเสียง และยกมือขึ้นกระพือเสื้อคลายร้อน “ทำไมอากาศถึงร้อนแบบนี้นะ ไม่รู้ว่าป้าอรติดแอร์รึยัง”
ได้ยินแบบนั้นธีรพัฒน์ก็ได้แต่กรอกตา และตัดสินใจไม่พูดอะไรอีกด้วยเกรงว่าตัวเองจะเผลอดุน้องสาวตัวดีไป อย่างคราวก่อนที่ทะเลาะกันก็นานทีเดียวกว่าเจ้าน้องจะหายโกรธ
“สวัสดีค่ะคุณแม่” วรรณยกมือขึ้นไหว้หญิงชราร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าบ้าน ใบหน้าซึ่งมีริ้วรอยตามกาลเวลาขยับยิ้มยินดี ก่อนจะเอื้อมมือมากอดร่างของวรรณเอาไว้อย่างอ่อนโยน
“เป็นยังไงบ้างลูก ไม่ได้เจอกันเสียนาน”
“สบายดีค่ะ ว่าแต่คุณแม่เถอะค่ะ ได้ยินว่าเมื่อวันก่อนไปโรงพยาบาล”
“แม่ไม่เป็นไร แค่โรคคนแก่นั่นแหละ นี่หมอก็จัดยามาให้แล้ว” หญิงชราคลายอ้อมกอดออก และรีบเอ่ยต่อทันทีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายถามอะไรไปมากกว่านี้ “นี่เรือง กับลูก ๆ ใช่ไหมจ๊ะ”
“ค่ะคุณป้า” เรืองยกมือไหว้
“ท่าทางสบายกันดีนะ” หญิงร่างเล็กเอ่ยด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม ก่อนจะละสายตาไปที่หนุ่มสาวทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านหลัง “โตขึ้นเยอะเลยนะจ๊ะ หลานธี หลานธัญญ์”
“สวัสดีครับ/ค่ะ คุณยายแก้ว” ทั้งสองเอ่ยพร้อมยกมือขึ้นไหว้ กิริยามารยาทเช่นนั้นทำให้วรรณอดขยับยิ้มภูมิใจไม่ได้ เด็กทั้งสองต่างจากครั้งแรกที่ได้เจอกันโดยสิ้นเชิง มารยาทดีขึ้นเยอะทีเดียว
“แล้วนี่หลานริณไม่ได้มาด้วยหรือลูกวรรณ” ยายแก้วหันมาถาม ทำให้รอยยิ้มเมื่อครู่เจื่อนลงเล็กน้อย
“เห็นเจ้าตัวบอกติดงานน่ะค่ะ”
“ติดงานหรือ?” หญิงชราทวนด้วยเสียงแปลกใจ “แล้วหลานเขาเป็นยังไงบ้าง นี่ตั้งหลายปีแล้วที่ไม่ได้เจอกันเลย”
“สบายดีค่ะคุณแม่”
“ไม่หรอกลูก ทำงานหนักแบบนั้นจะให้สบายดีได้ยังไง” ยายแก้วส่ายหน้าด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ลูกก็ด้วยนะ อย่าหักโหมเกินไป หาเวลาพักผ่อนบ้าง”
“งานลูกไม่หนักหรอกค่ะ แม่อย่าห่วงเลย”
“ไม่หนักอะไรกัน วัน ๆ แม่ดูข่าวเห็นมีเรื่องเกิดขึ้นตั้งเยอะ” หญิงชรากล่าว “ถึงแม่จะไม่รู้หนังสือแต่แม่ก็พอจะรู้เรื่องบ้างนะลูก”
“เกิดเรื่องขึ้นเยอะก็จริงค่ะ แต่ใช่ว่าทุกเรื่องจะขึ้นเป็นคดีในศาลนี่คะ” วรรณตอบยิ้ม ๆ เธอดีใจที่แม่ห่วงแต่ก็ไม่อยากให้ห่วงจนกังวลซึ่งอาจมีผลต่อสุขภาพได้ “ตอนนี้ลูกได้ขึ้นเป็นศาลสูง*แล้ว เดือนนึงคดีไม่เยอะหรอกค่ะ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”
“ไม่ให้เป็นห่วงได้อย่างไรกัน…”
“คุณแม่กังวลไปแล้วค่ะ” เสียงคุ้นเคยดังขึ้นขัดกลางประโยค เรียกให้คนทั้งหมดหันไปมอง ก็เห็นหญิงวัยไล่เลี่ยกับวรรณก้าวตรงมาหา ใบหน้าอวบมีเนื้อหนังประดับรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี
“พี่อร!”
“ว่าไงวรรณ เพิ่งมาถึงหรือ” อรรับไหว้ก่อนจะยกมือขึ้นโอบร่างของน้องสาว
“ไหนว่าจะมาถึงเย็น ๆ ไง” วรรณถามอย่างแปลกใจ
“นั่นพี่เผื่อเวลาไว้กลัวรถติดน่ะ” อรตอบยิ้ม ๆ จากนั้นจึงหันไปหาเรืองและรับไหว้จากธีและธัญญ์ “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ เป็นยังไงบ้าง วรรณยังดูแลดีอยู่ใช่ไหม”
“ก็เหมือนเดิมนั่นแหละพี่อร” เรืองตอบปัด ๆ ก่อนเอ่ยถาม “แล้วเมื่อไหร่พี่จะกลับมาอยู่ไทยล่ะเนี่ย” “บอกไม่ได้หรอกเรือง อีกอย่าง อยู่กับน้องพี่ที่กรุงเทพฯก็สบายดีออก ลูก ๆ จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ดัง ๆ ด้วยไง”
ได้คำตอบมาแบบนั้นเรืองก็ไม่กล่าวอะไรอีก หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันอยู่สักพักตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน อรจึงพูดขึ้นว่า “จะบ่ายโมงแล้วเด็ก ๆ คงหิวกันแล้ว ไปทานข้าวกันเถอะ ฉันทำกับข้าวรอพวกวรรณไว้เพียบเลย”
เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้น ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคมคายหมดจดหยิบสายสมอล์ทอร์คใส่หูก่อนจะกดรับสาย และกรอกเสียงลงไป
“ว่าไง”
‘แหม เย็นชาจังเลยนะธารา’ ปลายสายส่งเสียงขี้เล่นกลับมา
“มีธุระอะไร ฉันขับรถอยู่”
‘ขับรถ?’ ชายที่อยู่ปลายสายมีน้ำเสียงแปลกใจ ‘นายจะไปไหน’
“ไปบ้านญาติ” เขาตอบสั้น ๆ อยากกดตัดสายเต็มแก่ แต่ก็นะ คงต้องเว้นไว้สักคน เขาไม่อยากจะมีปัญหากับคน ๆ นี้ภายหลัง
‘บ้านญาติ? ไหนว่าไม่อยากเจอไม่ใช่เหรอ’ ปลายสายเปรยสั้น ๆ ก่อนจะว่าไปเรื่องอื่นเพราะเขารู้ดีว่าคู่สายอ่อนไหวกับประเด็นนี้มากเพียงใด ‘คืนนี้ว่างรึเปล่า’
“ไม่ว่าง” ธาราตอบทันที เขาทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน ไม่สิ อาจจะต้องเรียกว่าทั้งวันทั้งคืน อยากจะนอนพักยาว ๆ สักวัน ยามความคิดแบบนั้นผุดขึ้นมาเขาก็ต้องสะบัดหน้าอย่างหงุดหงิด พักยาว ๆ สักวันหรือ เฮอะ! หวังมากเกินไปแล้ว
‘ไม่ว่าง?’ ชายที่อยู่ปลายสายทวนก่อนเสียงถอนใจยาว ๆ จะตามมา ความจริงไม่ใช่ไม่ว่างหรอก น่าจะเพราะเหนื่อยจากงานมากกว่า
‘ตกลง ๆ ฉันเข้าใจแล้ว ทำงาน Law Firm ก็แบบนี้แหละนะ เงินดีก็จริงแต่ก็โดนใช้ซะคุ้ม’ น้ำเสียงเห็นใจถูกส่งมาตามสาย แต่ฟังดูก็รู้ว่าใบหน้านั้นคงกำลังประดับรอยยิ้มขัน ‘เฮ้อ บอกแล้วไงว่าให้มาทำงานกับฉัน งานสบาย ๆ แถมมีเวลาว่าง ‘ทั้งคืน’ ด้วยนะ’
“ถ้าจะคุยเรื่องไร้สาระฉันจะวางสายแล้ว บอกแล้วไงว่าขับรถอยู่” น้ำเสียงของธาราหงุดหงิดขึ้นทุกที แต่ก็เหมือนปลายสายจะไม่ใส่ใจนัก เพราะฝ่ายนั้นยังพูดจาหยอกล้ออยู่สักพักก่อนจะวางสายไป
ธารากระชากสายสมอล์ทอร์กออกจากหู ความหงุดหงิดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี ให้ตาย เกลียดคนแบบนี้เป็นบ้า! ชายหนุ่มอดสบถไม่ได้ และเมื่อผ่านไปครู่ใหญ่ ยามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านภายในได้แล้ว เขาก็หยิบสมอล์ทอร์คมาใส่หูอีกครั้ง ก่อนจะกดปุ่มโทร.ออก
อาหารมากหน้าหลายตาอย่างที่ป้าอรคุยไว้เรียงรายออกมาจานแล้วจานเล่า
“วรรณไม่ต้องช่วยหรอก ขับรถมาเหนื่อย ๆ นั่งคุยกับแม่ไปเถอะ” อรเอ่ยเมื่อเห็นคนเป็นน้องทำท่าลุกขึ้นมาช่วยยกกับข้าวกับปลาออกมาจากในครัว ใช้เวลาเพียงครู่เดียวด้วยความช่วยเหลือของเรือง ธัญญ์ และธีรพัฒน์ อาหารพื้นบ้านง่าย ๆ แต่ชวนน้ำลายส่อเป็นต้นว่า ไข่เจียว ปลาทอด น้ำพริก แกงส้ม ก็ถูกจัดเรียงอยู่บนพื้น และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย ทุกคนก็มานั่งล้อมวงกันก่อนจะลงมือเริ่มมื้ออาหาร
“เป็นอะไรไปธี กับข้าวป้าไม่อร่อยหรือ” อรถามกระเซ้าเมื่อเห็นหลานชายนั่งทานข้าวไม่พูดไม่จา
“อะ อ้อ อร่อยสิครับ อร่อยเหมือนเดิมเลย” ธีรพัฒน์รีบพูด พลางไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากสมอง คิดมากอะไรอยู่ได้นะเรา
“งั้นหรือ” อรหรี่ตาลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า “ไม่ใช่ว่ามัวแต่คิดถึงสาวอยู่หรอกนะ มีแฟนรึยังเราน่ะ”
“อย่างผมน่ะเหรอครับ” ร่างสูงกล่าวยิ้ม ๆ “ไม่มีหรอกครับป้าอร”
“อะไรกัน หน้าตาดี ๆ อย่างเราไม่มีได้ยังไง”
“โธ่ ป้าอร ผมไม่มีจริง ๆ ครับ”
“โกหกชัด ๆ” ได้ยินคำตอบแบบนั้น ธัญญ์ก็อดโพล่งขึ้นมาไม่ได้ขึ้นมา “วัน ๆ เอาแต่นั่งถอนใจ เหม่อมันทั้งวัน ยังจะปากแข็งว่าไม่มีแฟนอีก”
“แน้ อาการหนักนะเรา”
“ใช่ที่ไหนล่ะครับ” ร่างสูงร้องเสียงหลง และหันไปเขกหัวเจ้าน้องตัวดีอย่างหมั่นไส้ให้เด็กสาวร้องเสียงหลงก่อนจะหันมาหยิกแก้แค้น ท่าทางของพี่น้องทั้งสองเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ร่วมวงได้เป็นอย่างดี และนั่งทานกันไปไม่เท่าไหร่ก็มีเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงเข้ามานั่งรวมวงด้วย ต่างจังหวัดก็แบบนี้ บ้านใกล้เรือนเคียงสนิทกันเหมือนญาติ ไม่มีกำแพงอิฐกั้น ไม่มีความห่างเหินใด ๆ ทั้งสิ้น
ครืน… ครืน… ครืน…
แรงสั่นจากวัตถุในกระเป๋ากางเกงทำเอาธีรพัฒน์สะดุ้งเฮือก ชายหนุ่มดึงโทรศัพท์สีดำออกมาจากกระเป๋าและเมื่อเห็นชื่อที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอก็ลอบกลืนน้ำลาย ก่อนจะขอตัวออกมาจากวงซึ่งก็ไม่มีใครสนใจมากนักด้วยกำลังคุยกันอย่างออกรส
ชายหนุ่มเดินห่างออกมาจากตัวบ้าน และมาหยุดอยู่ข้างบ้านที่เงียบสงบ ก่อนจะกดรับสาย
“ครับพี่ธารา”
‘นายอยู่ไหน’ น้ำเสียงนิ่งเรียบจากปลายสายดังกลับมา
“บ้านคุณยายครับ”
‘ถึงนานแล้วหรือ’
“ตั้งแต่เที่ยง ๆ น่ะครับ แล้วพี่ธาราประชุมเสร็จแล้วเหรอครับ”
‘เสร็จนานแล้ว’
เสร็จนานแล้ว? ชายหนุ่มทวนในใจอย่างอดไม่ได้ แต่ไม่แวะกลับบ้านหรือโทร.บอกกันเลย?
‘หึ กำลังด่าฉันอยู่ในใจสินะ’ น้ำเสียงปลายสายมีแววกรุ่น ให้ผู้ฟังต้องรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน
“เปล่านะครับ ผมจะกล้าด่าพี่ได้ยังไง” ธีรพัฒน์พูดรัวเร็ว “พี่พักผ่อนอยู่คอนโดฯดีกว่าครับ” นี่ก็บ่ายสองกว่าแล้ว กว่าจะขับรถมาถึงคงเย็นพอดี เขาต่อประโยคในใจ
‘ไม่’ ปลายสายพูดทันที เล่นเอาคนทางนี้งงหนัก ‘ฉันถึงแล้ว ออกมารับด้วย’
ยังไม่ทันถาม ยังไม่ทันได้ตอบรับอะไรกลับไป อีกฝั่งก็ตัดสายไปเสียแล้ว ร่างสูงยืนงงอยู่กับที่ เมื่อครู่นี้คน ๆ นั้นว่าอะไรนะ ถึงแล้วงั้นเหรอ!?
เพื่อยืนยันคำพูด เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นถนนดังขึ้นไกล ๆ เพราะความเงียบสงบของทุ่งนากว้างจึงทำให้ได้ยินเสียงอะไรต่อมิอะไรได้ชัดเจน ธีรพัฒน์มองขึ้นไปบนถนนยกสูงก็พบกับรถยนต์คุ้นตาแล่นเข้ามาจอดถัดจากรถของป้าวรรณ เท่านั้นล่ะ เขาก็ไม่คิดอะไรทั้งนั้น รีบวิ่งออกไปรับตามคำสั่งในทันที
รถยนต์คันสวยจอดนิ่งสนิท ก่อนประตูรถจะเปิดออก ตามมาด้วยร่างโปร่งเพรียวที่ก้าวออกมา ชายหนุ่มอยู่ในชุดเดียวกับเมื่อเช้า ต่างไปแค่ไม่มีเสื้อสูทตัวนอกกับเนกไทเพียงเท่านั้น ธารายกมือขึ้นปลดกระดุมสองเม็ดบนและพับแขนเสื้อเชิ้ตราคาแพงถึงศอก
“พี่น่าจะโทร.บอกกันก่อน” ธีรพัฒน์พูดขึ้นมาทันทีที่เดินมาถึง “เกิดคลาดกันขึ้นมา…”
“ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี ฉันจะได้ขับรถกลับ” ธาราตอบเสียงเรียบเหมือนเคย ให้คนถามยิ้มเจื่อน คำพูดต่าง ๆ ผลุบหายไปในลำคอ
ร่างสูงยกมือขึ้นเกาศีรษะ ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของคนตรงหน้าสักเท่าไหร่ แต่เอาเถอะ แต่ไหนแต่ไรมาพี่ธาราก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว คิดจะทำอะไรก็ทำ ไม่ค่อยวางแผนอะไรล่วงหน้า ยกเว้นแต่เรื่องงานเพียงอย่างเดียวที่ดูเจ้าตัวจะทำได้อย่างไม่มีที่ติ เพราะอย่างนี้กระมังป้าวรรณถึงอดห่วงไม่ได้สักที
“พี่ทานอะไรมารึยังครับ ถ้ายังเดี๋ยวผมจะไปทำอะไรง่าย ๆ ให้” ธีรพัฒน์ถาม พลางคิดไปถึงอาหารที่ราบเป็นหน้ากลองไปเรียบร้อย ถ้าเขารู้ว่าคนตรงหน้าจะมาก็คงแบ่งไว้ให้แล้ว
“ฉันไม่หิว” คนถูกถามตอบสั้น ๆ ก่อนจะว่าไปอีกเรื่องและพยัดพเยิดไปยังบ้านหลังเล็ก “อยู่กันครบเลยใช่ไหม”
“ถึงไม่หิวก็ต้องกินนะครับ”
“ฉันถามว่าอยู่กันครบเลยใช่ไหม” ธาราไม่สนใจประโยคนั้น หากถามซ้ำเสียงเย็นโดยไม่คิดจะหันมองใบหน้าที่ทอแววกังวลอย่างไม่ปิดบังของคนข้าง ๆ แม้แต่น้อย
“ก็ครบครับ ยายแก้ว ป้าพร ลุงแจ๊ว ลุงครวญ อาเล็ก แล้วก็เพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ด้วย” คนถูกถามจำเป็นต้องตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้
“งั้นรึ” ร่างโปร่งเหยียดยิ้ม นัยน์ตาทอประกายขุ่นเคืองอย่างชัดเจน “ทีอย่างนี้ล่ะมากันครบเลยนะ”
…ทีอย่างนี้ล่ะมากันครบ ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิด พวกญาติ ๆ เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง เวลาที่แม่เขามีเรื่องหรือประสบปัญหาไม่เคยโผล่หัวมาสักคน ไม่มีแม้แต่คำปลอบใจหรือคำให้กำลังใจ แต่ยามแม่เขามีชีวิตที่ดี ไม่มีเรื่องราวอะไรก็จะเข้ามาหากันไม่ได้ขาด ซึ่งจุดประสงค์ของการมาหานั้นมีเพียงอย่างเดียวคือ…เงิน
พี่น้องของแม่ไม่มีใครเรียนจบมัธยมเลยสักคน มีแม่คนเดียวที่เรียนจบถึงขึ้นได้ทำงานอันมีเกียรติ เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม พี่น้องแต่ละคนเอาแต่อิจฉาแม่ของเขา ว่าโชคดีบ้างล่ะ เกิดมาฉลาดบ้างล่ะ และก็ด่าทอโชคชะตาของตัวเองที่เกิดมาไม่มีวาสนา และต่ำต้อย
ทุกครั้งที่ได้ยินแบบนั้นเขาอยากจะตะโกนใส่หน้าให้รู้สำนึกกันเสียที ในเมื่อตัวเองไม่ขวดขวาย ไม่เรียนหนังสือ ชีวิตจะไปสุขสบายได้ยังไง เอาแต่ว่าอิจฉาแม่ของเขา แต่ไม่เคยไม่ย้อนกลับมาดูการกระทำของตัวเองเลย
“พี่ธารา” เมื่อเห็นคนตรงหน้าเงียบไป ธีรพัฒน์จึงลองเรียก หากแต่อีกฝ่ายก็ยังคงเงียบอยู่เช่นเดิม ดูไม่ได้ยินเสียงของเขาเลยสักนิด เห็นแบบนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ถูกจึงทำได้แค่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น
คนพวกนี้อยู่ไปก็รกโลก… ยิ่งคิด ธาราก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังจมดิ่งลงสู่หุบเหวอันดำมืด ความเกลียดชังและแค้นเคืองล้นทะลักอยู่ในอกจนแทบสำลัก
แม่ของเขาทำงานเหนื่อยแค่ไหนไม่เคยมีใครรู้ เดือดร้อนก็เข้ามาหา มาขอความช่วยเหลือต่าง ๆ นา ๆ แต่ยามตัวเองสบายกลับหายหัวกันไปหมด หรือแม้แต่การแสร้งมาเยี่ยมซึ่งจุดประสงค์หลักคือการมาขอเงินหรือความช่วยเหลือ ไม่ได้มาเพราะห่วงใยอะไรทั้งสิ้น
ไอ้พวกไม่รู้จักบุญคุณ!
ทำอะไรหวังแต่ผลตอบแทน แม้แต่ญาติกันเองยังเป็นแบบนี้ คนอื่นคงไม่ต้องพูดถึง…
นอกจากพ่อแม่แล้ว บนโลกนี้คงไม่มีใครที่จะรักหรือห่วงใยเราได้โดยไม่มีเงื่อนไขอีก
“พี่ครับ”
“อะไร” ร่างโปร่งเรียกตัวเองออกจากภวังค์ และหันไปมองคนข้างกาย ใบหน้าของธีรพัฒน์มีแต่ความห่วงกังวลซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่ารำคาญและเสแสร้งสิ้นดี
“ไม่ครับ ไม่มีอะไร พวกเรารีบไปที่บ้านกันเถอะครับ” อีกฝ่ายกล่าวเสียงเบา ก่อนจะเดินนำไปยังบ้านหลังเล็กเบื้องล่าง โดยไม่รู้เลยว่าสายตาของคนที่จับจ้องตนอยู่นั้น อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังและแค้นเคืองมากเพียงใด
*Law firm = สำนักงานกฎหมาย
TBC.
..............................
มาอัพแล้วค่า^^ หลายคนบอกอ่านตอนก่อน ๆ แล้วรู้สึกกดดัน มาอ่านตอนนี้แล้วจะกดดันมากขึ้นมั้ยเนี่ย ฮาา
ธาราหรือริณเป็นพวกแค้นฝังหุ่น เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นแหละน่อ
นิยายเรื่องนี้เรามีลงไว้ในเด็กดีด้วยนะคะ จะอัพเร็วว่าเอกทีนตอนนึง(บอกไว้ก่อนเดี๋ยวจะหาว่าไปลอกมา 555)
สุดท้ายก็ขอบคุณที่จิ้มเข้ามาอ่านเรื่องนี้นะคะ แล้วเจอกันตอนต่อไปค่ะ^^
マルセル デ バンプス Marcel de Vamps: 「Dear Girl ~Stories~」


