Original-fiction

** Attention ***

นิยายเรื่องนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิง ไม่ได้อ้างอิงจากบุคคลหรือเหตุการณ์ใด

นอกจากนี้ยังเป็นแนวyaoi(ชาย-ชาย) หากใครไม่ชอบ รับไม่ได้ ก็ขอให้ปิดหน้านี้ไปเลยนะคะ
ขอบคุณค่ะ
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
 
ตอบเม้นจากตอนก่อนค่ะ
 
 
mininote
ขอบคุณที่ติดตามนะคะ ทางนี้ก็ชอบแนวนี้(ดราม่า)เหมือนกันค่า^^
 
มิรุจัง
แสนดี? 555 นั่นสินะ แสนดีจริงด้วยแหละ แต่จะดีแตกก่อนจบเรื่องรึเปล่าต้องมาลุ้นกันนะ 555
หวา ถึงกับโฉดเลยเหรอ ยังไม่ขนาดนั้นม้างง 
 
moimoimoey 
นั่นสิน้า ใครเป็นเมะเป็นเคะ 555 คิดว่าอ่านตอนต่อไปน่าจะเดาออกแล้วนะ
แล้วก็ดีใจที่รอจ้า ขอบคุณที่แวะมาอ่านนะจ๊ะ^^
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

บทที่ 2

               

                “พี่ธี  เป็นอะไรน่ะ  ถอนใจใหญ่เลยนะ”  เสียงสดใสเสียงหนึ่งดังขึ้นซึ่งมาพร้อมกับแรงกดที่ไหล่ขวา  ชายหนุ่มหันหน้าไปมอง  ก็พบธัญญ์น้องสาวกำลังส่งยิ้มมีเลศนัยมาให้  “ถูกสาวหักอกมารึไง”

 

 

                “เออ  คงจะอย่างนั้นแหละ”  เขาตอบแบบขอไปทีก่อนจะถอนใจอีกเฮือก  นี่ถ้าถอนใจครั้งนึงทำให้คนแก่ไปปีหนึ่ง  เขาก็คงใกล้ตายแล้วล่ะ  ธัญญ์มุ่นคิ้วลงเล็กน้อย  ใบหน้าที่ไม่ได้สวยหวานแต่ก็จัดได้ว่าดูดีฉายชัดถึงความงุนงง 

 

                สาวหักอกงั้นเหรอ?  ก็ใกล้เคียงล่ะมั้ง  ธีรพัฒน์ลอบคิดในใจพลางไล่สายตามองชุดของน้องสาว  เสื้อยืดตัวบางกับกางเกงขาสั้นแค่คืบทำเอาเขาแทบกุมขมับ  “ไปแต่งตัวใหม่เดี๋ยวนี้เลย  ยัยธัญญ์”

 

                “เอ๊ะ!  อะไรกันน่ะพี่  ขนาดแม่ยังไม่ว่าอะไรเลยนะ”  คนเป็นน้องร้องเสียงหลง  “อีกอย่าง  วันนี้จะได้ไปเที่ยวกับ ‘พี่ริณ’ ทั้งที  จะให้ธัญญ์แต่งตัวเป็นคุณป้ารึไง”

 

                “เที่ยวอะไรล่ะ!”  ยามได้ยินชื่อนั้น  ก็เหมือนมีอะไรมาสะกิดใจส่งผลให้เสียงที่เปล่งออกมาห้วนกระด้างโดยไม่ตั้งใจ “อีกอย่าง  บอกกี่รอบแล้วว่าให้เรียกพี่เขาว่า ‘ธารา’ ”

 

 

                “พี่พูดงั้นหมายความว่ายังไง”  เด็กสาวไม่สนใจประโยคหลัง  หัวคิ้วเรียวมุ่นลง  รอยยิ้มที่มีหายวับไปทันใด 

  

 

                “นี่แม่ยังไม่บอกเธอรึไง”  คนเป็นพี่พูดเร็ว ๆ  “พี่เขามาไม่ได้แล้ว  เห็นบอกว่ามีประชุมด่วน  ออกไปตั้งแต่ตีสามโน่น”

 

 

                “ประชุมตอนตีสามเนี่ยนะ!?”  เด็กสาวร้องเสียงหลงอีกครั้ง  ก่อนจะเขย่าแขนพี่ชายทำเอาสั่นไปทั้งตัว  “ประชุมบ้าอะไรตอนตีสาม  แล้วพี่ก็ปล่อยพี่เขาไปเฉย ๆ เนี่ยนะ  ทำไมไม่รู้จักห้ามบ้าง!?”

 

 

                “จะห้ามได้ยังไงล่ะ  มันงานพี่เขา”  ชายหนุ่มโต้  พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ขึ้นเสียง

 

                “พี่ว่ามันไม่แปลกรึไง  ประชุมตอนตีสามนี่นะ!”

 

                “พี่เขาทำงานบริษัทLaw firm*  เป็นธรรมดาที่ต้องงานหนักอยู่แล้ว”  คนเป็นพี่ตอบ  ใจก็นึกถึงดวงหน้าแสนอิดโรยดวงนั้น  ป่านนี้จะได้ทานอะไรรึยังนะ  รู้อย่างนี้หยิบแซนวิสให้ก่อนออกจากคอนโดฯสักห่อสองห่อก็ดีหรอก

 

                “งานหนัก  เรื่องนั้นธัญญ์ก็รู้  แต่ก็ไม่น่าจะหนักถึงขนาดต้องไปประชุมตอนตีสามเลยนี่”  เด็กสาวยังโต้

 

                “ก็เวลาที่อเมริกามันตีสามรึยังไง”  ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิด  อธิบายไปตั้งหลายรอบแล้วแต่ทำไมเจ้าน้องนี่ไม่เข้าใจสักที  เอาแต่ด่าเขาอยู่ได้ว่าไม่ดูแล  ไม่ห้ามว่าอย่าหักโหม  “พี่ธาราเขาต้องประชุมข้ามประเทศ  นายจ้างเป็นคนต่างชาติเวลาต้องต่างกับไทยอยู่แล้ว”

 

                “ประชุมข้ามประเทศ?” 

 

                “VDO  conference ไง” 

 

                “รู้น่า  กำลังคิดอยู่!”  ธัญญ์รีบพูดแก้ตัว  ทั้งที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ว่าอะไรเลยด้วยซ้ำ 

 

                เห็นท่าทีแบบนั้นคนเป็นพี่ก็ได้แต่ถอนใจ  ธัญญ์น้องสาวของเขาเป็นอย่างนี้เสมอ  อารมณ์ฉุนเฉียวและหุนหันพลันแล่น  ถึงจะอายุห่างจากเขาไม่กี่ปีแต่ความคิดความอ่านกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง  อาจเพราะถูกแม่กับเขาตามใจและโอ๋มาตั้งแต่เด็กเลยมักเอาแต่ใจอยู่เสมอ  โดยเฉพาะเรื่องเรียน  ที่ดูธัญญ์จะไม่ค่อยใส่ใจกับมันเท่าที่ควร  ทั้งที่อีกปีเดียวจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้วแท้ ๆ

 

                “แล้วพี่ริณเป็นยังไงบ้าง”  เด็กสาวถามต่อ  ความผิดหวังและความหงุดหงิดยังคงอยู่บนดวงหน้า  จะไม่ให้เธอผิดหวังได้อย่างไร  ก็นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วที่พี่ริณผิดนัด 

 

                “ก็ดี  ไม่ได้ป่วยอะไร”

 

                “งั้นเหรอ”  เด็กสาวรับคำเสียงเบา  ก่อนจะเชิดหน้าสั่งอย่างเอาแต่ใจ  “นี่พี่ธี!  ถ้าพี่ดูแลพี่ริณไม่ดีล่ะก็ฉันไม่ให้อภัยแน่!” 

 

                “หา?” 

 

                “ไม่ต้องมาหาเหออะไรเลย”  เอาอารมณ์ไปลงกับใครไม่ได้ก็มาลงกับพี่ชายนี่แหละ  “ไม่เข้าใจเลย  บ้านก็ไม่ได้ไกลจากเมืองแท้ ๆ ทำไมถึงต้องย้ายไปอยู่คอนโดฯด้วย”

 

                “ก็มันเดินทางสะดวกกว่า”  เขาตอบอย่างใจเย็น  ความจริงก็อยากให้พี่ธารากลับมาอยู่บ้านเหมือนกัน  อย่างน้อย ๆ ก็ได้อยู่กับป้าวรรณ 

 

                “แล้วพี่ล่ะ  อยู่ที่โน่นเป็นไงมั่ง”

 

                “มาถามอะไรตอนนี้  พี่ไปอยู่จะสองปีแล้วนะ”  ร่างสูงถอนใจ  ใช่แล้ว  เขาไปอยู่คอนโดฯกับพี่ธาราได้สองปีแล้ว  ยอมรับว่าลำบากอยู่เหมือนกันเพราะถ้าอยู่บ้านเขาจะไปมหาวิทยาลัยสะดวกกว่า  แต่เพราะต้องดูแลพี่ธารา…  จะว่าไปเรียกว่าดูแลพี่ธาราก็ไม่ถูกนัก  น่าจะเรียกว่าไปดูแลคอนโดฯของพี่ธารามากกว่า 

 

                ชายหนุ่มจำได้ว่าตอนที่ป้าวรรณสั่งให้ไปอยู่กับพี่ธารา  วูบหนึ่งใบหน้าคมคายของพี่ปรากฎร่องรอยความไม่พอใจ  ซึ่งเขาก็เข้าใจดี  ผู้ชายอายุยี่สิบห้าย่อมต้องการเวลาส่วนตัวอยู่แล้ว  ซึ่งนี่คงเป็นเหตุผลหลักที่คน ๆ นั้นย้ายไปอยู่คอนโดฯ 

 

                “ก็นั่นแหละ  เดี๋ยวพี่จะน้อยใจไงว่าถามถึงแต่พี่ริณ”  ธัญญ์ยิ้มซน  ก่อนใบหน้าจะหมองลงอีกครั้งยามกล่าวประโยคต่อมา  “เฮ้อ  วันนี้ต้องไปกันแค่สี่คนอีกแล้วแล้วเหรอ  ธัญญ์ไม่ไปได้มั้ยนะ”

 

                “หนูไม่อยากไปหรือจ๊ะธัญญ์”  เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังเรียกให้สองพี่น้องหันไปมอง  หญิงวัยประมาณห้าสิบปีก้าวลงจากบันได   เส้นผมสีดำตัดสั้นทำให้ดูอ่อนกว่าวัยล้อมกรอบใบหน้าซึ่งประดับรอยยิ้มใจดี  

 

                “ก็…เปล่าค่ะ”  ธัญญ์ตอบอ้อมแอ้ม

 

                “สวัสดีครับป้าวรรณ”  ธีรพัฒน์ยกมือประนมไหว้  “ป้าวรรณสบายดีเหรอครับ”

 

                “สวัสดีจ้ะธี”  ป้าวรรณรับไหว้  “ป้าสบายดี  ว่าแต่เราเถอะ  ลูกป้าคงไม่ได้ใช้งานหนักใช่ไหม”

 

                “ไม่หรอกครับ”  ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ  “ป้าวรรณครับ  คือพี่ธารา… เขาโทร.มาหารึเปล่าครับ”

 

                ถามออกไปแล้วร่างสูงก็แทบจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย  เขาจะสอดรู้สอดเห็นไปทำไมนะ  ยิ่งเห็นใบหน้าของป้าวรรณหมองลงเขาก็ยิ่งอยากจะเอาหัวพุ่งชนฝาบ้านให้ตายไปซะเดี๋ยวนั้น 

 

                “ไม่ได้โทร.มาหรอกจ้ะ  คงงานยุ่งเหมือนเดิม”  แม้เสียงที่ตอบจะยังอ่อนโยนแต่มันกลับเปี่ยมไปด้วยความหมองเศร้า  “แต่ธีก็โทร.บอกป้าแล้วนี่จ๊ะ  ไม่เป็นไรหรอก”

 

                “ป้าวรรณ…” 

 

                “วันนี้ก็ไม่มาอีกแล้วหรือ”  ยังไม่ทันที่ธีรพัฒน์จะเอ่ยอะไร  ก็มีเสียงแหลมสูงแทรกเข้ามาเสียก่อน  หญิงวัยสี่สิบปลาย ๆ ก้าวเข้ามาในห้องนั่งเล่น  ใบหน้ามีแววหงุดหงิดแต่นัยน์ตากลับกำลังทอประกายบางอย่าง  เป็นประกายที่ทำให้ธีรพัมน์ไม่สบายใจเอาเสียเลย  ยิ่งประกายตานั้นมาจากแม่ของเขา  เขาก็ยิ่งกังวลใจราวมีตะกั่วถ่วงอยู่ภายใน

 

                “พี่เขามีงานด่วนเข้ามาน่ะครับ”  ธีรพัฒน์ชิงตอบก่อน  ด้วยเกรงว่าแม่หรือธัญญ์จะพูดอะไรออกไปกระทบจิตใจของป้าวรรณ

 

                “งานด่วน?  อีกแล้วรึ”  เรืองถามเสียงสูง  ก่อนจะหันไปมองใบหน้าของวรรณผู้มีศักดิ์เป็นนายจ้าง  “ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะมีงานที่ยุ่งจนแทบไม่มีวันหยุดแบบนี้ด้วย  นี่พี่วรรณ  พี่ไม่คิดบ้างหรือว่าเขาอาจไม่ได้ยุ่งเพราะงาน”

 

                “แม่!” 

 

                “โวยวายอะไรเจ้าธี  แม่แค่พูดตามที่คิดเท่านั้นเอง”  เรืองหันมาทำหน้าหงุดหงิดใส่ลูกชาย  ก่อนจะหันกลับไปปั้นหน้ายิ้มให้วรรณที่ใบหน้าเริ่มมีแวววิตกกังวล  “ต้องขอโทษด้วยนะพี่วรรณ  ฉันแค่สงสัยเฉย ๆ อย่าถือสาคนไม่มีการศึกษาเลยนะ”

 

                “พี่ก็ไม่คิดมากอะไรอยู่แล้ว”  วรรณตอบ  แม้น้ำเสียงจะฟังดูมั่นคงหากถ้าฟังดี ๆ แล้วจะรู้สึกได้ถึงความสั่นไหวเบาบาง  “เพราะพี่เชื่อใจในตัวลูกของพี่  เขาเป็นเด็กดี  ไม่มีทางทำตัวเหลวไหล”

 

                “จริงจ้ะ ๆ  ริณเขาเป็นเด็กดีอยู่แล้ว  เรื่องนี้ใคร ๆ ก็รู้”  เรืองขยับยิ้ม  พร้อมพยักหน้าให้อย่างเข้าอกเข้าใจ  “แล้วนี่จะออกไปเลยไหม”

 

                “จ้ะ  ถ้าเรียบร้อยกันแล้วก็จะออกกันเลย”

 

                “งั้นก็ไปกันเลยแล้วกัน  จะได้ไปถึงเร็ว ๆ ฉันอยากเจอพี่อรจะแย่แล้ว”  เรืองเอ่ย  ความดีใจแสดงอยู่บนใบหน้า  จากนั้นจึงหันไปหาลูกชายและลูกสาวทั้งสอง  “ธัญญ์  ธี  รับไปยกของในครัวขึ้นรถได้แล้ว”

           

 

 

                วิวนอกหน้าต่างผ่านตาไปช้า ๆ จากภาพตึกระฟ้าสูงลิ่วก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นบ้านเรือนหลักเล็กก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นทุ่งนาสีเขียวตัดกับท้องนภาสีฟ้า  …ช่างต่างกันเสียจริง ๆ ความเจริญของเมืองใหญ่กับที่แห่งนี้  ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนมากมายถึงทิ้งความสงบของชนบท  และเข้าไปค้นหาความสุขในเมืองใหญ่ที่แออัดยัดเยียด

 

 

                …ค้นหา ‘ความสุข’ ในเมืองใหญ่

 

                สำหรับเขามันก็แค่ค่านิยมผิด ๆ เท่านั้นแหละ  ความสุขในเมืองใหญ่สำหรับเขามันไม่มีจริงหรอก  ต้องแก่งแย่งชิงดีกันตลอดเวลาแบบนั้นมันจะเรียกว่าความสุขได้อย่างไร

 

                ชายหนุ่มมองไปยังร่างบางข้างกาย  ธัญญ์กำลังนั่งเล่นโทรศัพท์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ป้าวรรณซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดอย่างตั้งอกตั้งใจ  ไม่ต้องดูหน้าจอก็รู้ว่าคงกำลังคุยกันเพื่อนอยู่

 

                นี่ก็เหมือนกัน…

 

                ธีรพัฒน์ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าการคุยกันผ่านอินเตอร์เน็ตมันสนุกตรงไหน  ยังไง ๆ เจอตัวจริงก็ดีกว่าเยอะ    ได้เห็นสีหน้า  ท่าทาง  ให้ได้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดและรู้สึกอย่างไรขณะคุยกัน  ด้วยเพราะมีความคิดเช่นนี้  เพื่อนหลายคนจึงมองว่าเขาเป็นพวกหัวโบราณ  ซึ่งเขาอยากจะเถียงเหลือเกินเพราะเขาไม่ได้ต่อต้านการพูดคุยผ่าน Social network เขาก็แค่ไม่ชอบเท่านั้นเอง

 

                “หิวกันรึยังเด็ก ๆ”  ป้าวรรณถามขึ้น  ขณะใบหน้ายังจ้องตรงไปยังถนนเบื้องหน้า 

 

                ถ้าหากไม่บอกว่าเป็นนายจ้างกับลูกจ้าง  คงถูกมองว่าเป็นญาติหรือครอบครัวเดียวกันแน่ ๆ ป้าวรรณไม่เคยวางตัวเป็นเจ้านายหรือออกปากใช้งานจริง ๆ จัง ๆ กับครอบครัวของเขาเลย  ที่บอกว่าไม่จริง ๆ จัง ๆ ก็หมายความว่า  ทุกครั้งที่ป้าวรรณจะใช้พวกเขาทำอะไรก็จะเอ่ยด้วยน้ำเสียงขอร้องมากกว่าคำสั่ง ตั้งแต่มาอยู่บ้านหลังนี้นับดูก็ประมาณแปดปีแล้ว  ป้าวรรณไม่เคยดุด่าครอบครัวของเขาเลยสักครั้ง

 

                “ยังไม่หิวกันหรอก  แล้วนี่ก็ใกล้ถึงบ้านพี่อรแล้วนี่”  เรืองเป็นผู้ตอบ

 

                “งั้นไปทานข้าวที่บ้านพี่อรเลยแล้วกันนะจ๊ะ” 

 

 

                ใช้เวลาไม่นาน  พวกเขาก็มาถึงที่หมาย  วรรณจอดรถอยู่ริมถนนลูกรังก่อนทั้งสี่จะก้าวลงมา  บ้านหลังเล็กตั้งอยู่ห่างจากถนนซึ่งยกสูงไม่ไกลนัก  แต่เพราะทางเดินที่เล็กแคบจึงไม่สามารถนำรถเข้าไปจอดได้  วรรณ  เรือง  ธัญญ์  และธีรพัฒน์พากันเดินลงไปตามทางเดินหินกรวดอย่างระมัดระวัง

 

                “ไม่อยากมาเลย”  เด็กสาวบ่นอุบ  พลางยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อบนใบหน้าที่เริ่มแดงด้วยอากาศที่ร้อนจัด 

 

                “เราก็เคยอยู่ที่นี่  จะบ่นอะไร”  คนเป็นพี่อดพูดไม่ได้  ไม่เข้าใจน้องสาวของตัวเองเลยจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่เคยอยู่ที่นี่มาก่อนแท้ ๆ ทำอย่างกับไม่เคยอยู่อย่างนั้นแหละ

 

 

                “แต่ตอนนี้ไม่ได้อยู่แล้วนี่!”  ธัญญ์หันไปขึ้นเสียง  และยกมือขึ้นกระพือเสื้อคลายร้อน  “ทำไมอากาศถึงร้อนแบบนี้นะ  ไม่รู้ว่าป้าอรติดแอร์รึยัง”

 

                ได้ยินแบบนั้นธีรพัฒน์ก็ได้แต่กรอกตา  และตัดสินใจไม่พูดอะไรอีกด้วยเกรงว่าตัวเองจะเผลอดุน้องสาวตัวดีไป  อย่างคราวก่อนที่ทะเลาะกันก็นานทีเดียวกว่าเจ้าน้องจะหายโกรธ

 

                “สวัสดีค่ะคุณแม่”  วรรณยกมือขึ้นไหว้หญิงชราร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าบ้าน  ใบหน้าซึ่งมีริ้วรอยตามกาลเวลาขยับยิ้มยินดี  ก่อนจะเอื้อมมือมากอดร่างของวรรณเอาไว้อย่างอ่อนโยน

 

                “เป็นยังไงบ้างลูก  ไม่ได้เจอกันเสียนาน” 

 

                “สบายดีค่ะ  ว่าแต่คุณแม่เถอะค่ะ  ได้ยินว่าเมื่อวันก่อนไปโรงพยาบาล”

 

                “แม่ไม่เป็นไร  แค่โรคคนแก่นั่นแหละ  นี่หมอก็จัดยามาให้แล้ว”  หญิงชราคลายอ้อมกอดออก  และรีบเอ่ยต่อทันทีเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายถามอะไรไปมากกว่านี้  “นี่เรือง  กับลูก ๆ ใช่ไหมจ๊ะ”

 

                “ค่ะคุณป้า”  เรืองยกมือไหว้

 

                “ท่าทางสบายกันดีนะ”  หญิงร่างเล็กเอ่ยด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม  ก่อนจะละสายตาไปที่หนุ่มสาวทั้งสองที่ยืนอยู่ด้านหลัง  “โตขึ้นเยอะเลยนะจ๊ะ  หลานธี  หลานธัญญ์”

 

                 “สวัสดีครับ/ค่ะ  คุณยายแก้ว”  ทั้งสองเอ่ยพร้อมยกมือขึ้นไหว้  กิริยามารยาทเช่นนั้นทำให้วรรณอดขยับยิ้มภูมิใจไม่ได้  เด็กทั้งสองต่างจากครั้งแรกที่ได้เจอกันโดยสิ้นเชิง  มารยาทดีขึ้นเยอะทีเดียว

 

                “แล้วนี่หลานริณไม่ได้มาด้วยหรือลูกวรรณ”  ยายแก้วหันมาถาม  ทำให้รอยยิ้มเมื่อครู่เจื่อนลงเล็กน้อย

 

                “เห็นเจ้าตัวบอกติดงานน่ะค่ะ”

 

                “ติดงานหรือ?”  หญิงชราทวนด้วยเสียงแปลกใจ  “แล้วหลานเขาเป็นยังไงบ้าง  นี่ตั้งหลายปีแล้วที่ไม่ได้เจอกันเลย”

 

                “สบายดีค่ะคุณแม่”

 

                “ไม่หรอกลูก  ทำงานหนักแบบนั้นจะให้สบายดีได้ยังไง”  ยายแก้วส่ายหน้าด้วยสีหน้าเป็นกังวล  “ลูกก็ด้วยนะ  อย่าหักโหมเกินไป  หาเวลาพักผ่อนบ้าง”

 

                “งานลูกไม่หนักหรอกค่ะ  แม่อย่าห่วงเลย”

 

                “ไม่หนักอะไรกัน  วัน ๆ แม่ดูข่าวเห็นมีเรื่องเกิดขึ้นตั้งเยอะ”  หญิงชรากล่าว  “ถึงแม่จะไม่รู้หนังสือแต่แม่ก็พอจะรู้เรื่องบ้างนะลูก”

 

                “เกิดเรื่องขึ้นเยอะก็จริงค่ะ  แต่ใช่ว่าทุกเรื่องจะขึ้นเป็นคดีในศาลนี่คะ”  วรรณตอบยิ้ม ๆ เธอดีใจที่แม่ห่วงแต่ก็ไม่อยากให้ห่วงจนกังวลซึ่งอาจมีผลต่อสุขภาพได้  “ตอนนี้ลูกได้ขึ้นเป็นศาลสูง*แล้ว  เดือนนึงคดีไม่เยอะหรอกค่ะ  คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ”

 

                “ไม่ให้เป็นห่วงได้อย่างไรกัน…” 

 

                “คุณแม่กังวลไปแล้วค่ะ”  เสียงคุ้นเคยดังขึ้นขัดกลางประโยค  เรียกให้คนทั้งหมดหันไปมอง  ก็เห็นหญิงวัยไล่เลี่ยกับวรรณก้าวตรงมาหา  ใบหน้าอวบมีเนื้อหนังประดับรอยยิ้มอย่างอารมณ์ดี

 

                “พี่อร!” 

 

                “ว่าไงวรรณ  เพิ่งมาถึงหรือ”  อรรับไหว้ก่อนจะยกมือขึ้นโอบร่างของน้องสาว

 

 

                “ไหนว่าจะมาถึงเย็น ๆ ไง”  วรรณถามอย่างแปลกใจ 

 

                “นั่นพี่เผื่อเวลาไว้กลัวรถติดน่ะ”  อรตอบยิ้ม ๆ  จากนั้นจึงหันไปหาเรืองและรับไหว้จากธีและธัญญ์  “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ  เป็นยังไงบ้าง  วรรณยังดูแลดีอยู่ใช่ไหม”

 

                “ก็เหมือนเดิมนั่นแหละพี่อร”  เรืองตอบปัด ๆ ก่อนเอ่ยถาม  “แล้วเมื่อไหร่พี่จะกลับมาอยู่ไทยล่ะเนี่ย”       “บอกไม่ได้หรอกเรือง  อีกอย่าง  อยู่กับน้องพี่ที่กรุงเทพฯก็สบายดีออก  ลูก ๆ จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ดัง ๆ ด้วยไง”

 

                ได้คำตอบมาแบบนั้นเรืองก็ไม่กล่าวอะไรอีก  หลังจากถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกันอยู่สักพักตามประสาคนไม่ได้เจอกันนาน  อรจึงพูดขึ้นว่า  “จะบ่ายโมงแล้วเด็ก ๆ คงหิวกันแล้ว  ไปทานข้าวกันเถอะ  ฉันทำกับข้าวรอพวกวรรณไว้เพียบเลย”

 

 

 

 

                เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ดังขึ้น  ชายหนุ่มผู้มีใบหน้าคมคายหมดจดหยิบสายสมอล์ทอร์คใส่หูก่อนจะกดรับสาย  และกรอกเสียงลงไป

 

                “ว่าไง”

 

                ‘แหม  เย็นชาจังเลยนะธารา’  ปลายสายส่งเสียงขี้เล่นกลับมา 

 

                “มีธุระอะไร  ฉันขับรถอยู่”

 

                ‘ขับรถ?’  ชายที่อยู่ปลายสายมีน้ำเสียงแปลกใจ  ‘นายจะไปไหน’

 

                “ไปบ้านญาติ”  เขาตอบสั้น ๆ อยากกดตัดสายเต็มแก่  แต่ก็นะ  คงต้องเว้นไว้สักคน  เขาไม่อยากจะมีปัญหากับคน ๆ นี้ภายหลัง 

 

                ‘บ้านญาติ?  ไหนว่าไม่อยากเจอไม่ใช่เหรอ’  ปลายสายเปรยสั้น ๆ  ก่อนจะว่าไปเรื่องอื่นเพราะเขารู้ดีว่าคู่สายอ่อนไหวกับประเด็นนี้มากเพียงใด  ‘คืนนี้ว่างรึเปล่า’

 

                “ไม่ว่าง”  ธาราตอบทันที  เขาทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน  ไม่สิ  อาจจะต้องเรียกว่าทั้งวันทั้งคืน  อยากจะนอนพักยาว ๆ สักวัน  ยามความคิดแบบนั้นผุดขึ้นมาเขาก็ต้องสะบัดหน้าอย่างหงุดหงิด  พักยาว ๆ สักวันหรือ  เฮอะ!  หวังมากเกินไปแล้ว

 

                ‘ไม่ว่าง?’  ชายที่อยู่ปลายสายทวนก่อนเสียงถอนใจยาว ๆ จะตามมา  ความจริงไม่ใช่ไม่ว่างหรอก  น่าจะเพราะเหนื่อยจากงานมากกว่า 

 

                ‘ตกลง ๆ ฉันเข้าใจแล้ว ทำงาน Law Firm ก็แบบนี้แหละนะ  เงินดีก็จริงแต่ก็โดนใช้ซะคุ้ม’  น้ำเสียงเห็นใจถูกส่งมาตามสาย  แต่ฟังดูก็รู้ว่าใบหน้านั้นคงกำลังประดับรอยยิ้มขัน  ‘เฮ้อ  บอกแล้วไงว่าให้มาทำงานกับฉัน  งานสบาย ๆ แถมมีเวลาว่าง ‘ทั้งคืน’ ด้วยนะ’

 

                “ถ้าจะคุยเรื่องไร้สาระฉันจะวางสายแล้ว  บอกแล้วไงว่าขับรถอยู่”  น้ำเสียงของธาราหงุดหงิดขึ้นทุกที  แต่ก็เหมือนปลายสายจะไม่ใส่ใจนัก  เพราะฝ่ายนั้นยังพูดจาหยอกล้ออยู่สักพักก่อนจะวางสายไป

 

                ธารากระชากสายสมอล์ทอร์กออกจากหู  ความหงุดหงิดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าทวี  ให้ตาย  เกลียดคนแบบนี้เป็นบ้า!  ชายหนุ่มอดสบถไม่ได้  และเมื่อผ่านไปครู่ใหญ่  ยามระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่านภายในได้แล้ว  เขาก็หยิบสมอล์ทอร์คมาใส่หูอีกครั้ง  ก่อนจะกดปุ่มโทร.ออก                  

 

 

 

                อาหารมากหน้าหลายตาอย่างที่ป้าอรคุยไว้เรียงรายออกมาจานแล้วจานเล่า

 

                “วรรณไม่ต้องช่วยหรอก  ขับรถมาเหนื่อย ๆ นั่งคุยกับแม่ไปเถอะ”  อรเอ่ยเมื่อเห็นคนเป็นน้องทำท่าลุกขึ้นมาช่วยยกกับข้าวกับปลาออกมาจากในครัว  ใช้เวลาเพียงครู่เดียวด้วยความช่วยเหลือของเรือง  ธัญญ์  และธีรพัฒน์  อาหารพื้นบ้านง่าย ๆ แต่ชวนน้ำลายส่อเป็นต้นว่า  ไข่เจียว  ปลาทอด  น้ำพริก  แกงส้ม  ก็ถูกจัดเรียงอยู่บนพื้น  และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อย  ทุกคนก็มานั่งล้อมวงกันก่อนจะลงมือเริ่มมื้ออาหาร

 

                “เป็นอะไรไปธี  กับข้าวป้าไม่อร่อยหรือ”  อรถามกระเซ้าเมื่อเห็นหลานชายนั่งทานข้าวไม่พูดไม่จา 

 

                “อะ  อ้อ  อร่อยสิครับ  อร่อยเหมือนเดิมเลย”  ธีรพัฒน์รีบพูด  พลางไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไปจากสมอง  คิดมากอะไรอยู่ได้นะเรา

 

                “งั้นหรือ”  อรหรี่ตาลง  ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า  “ไม่ใช่ว่ามัวแต่คิดถึงสาวอยู่หรอกนะ  มีแฟนรึยังเราน่ะ”

 

                “อย่างผมน่ะเหรอครับ”  ร่างสูงกล่าวยิ้ม ๆ  “ไม่มีหรอกครับป้าอร” 

 

                “อะไรกัน  หน้าตาดี ๆ อย่างเราไม่มีได้ยังไง”

 

                “โธ่  ป้าอร  ผมไม่มีจริง ๆ ครับ” 

 

                “โกหกชัด ๆ”  ได้ยินคำตอบแบบนั้น  ธัญญ์ก็อดโพล่งขึ้นมาไม่ได้ขึ้นมา  “วัน ๆ เอาแต่นั่งถอนใจ  เหม่อมันทั้งวัน  ยังจะปากแข็งว่าไม่มีแฟนอีก”

 

                “แน้  อาการหนักนะเรา” 

 

                “ใช่ที่ไหนล่ะครับ”  ร่างสูงร้องเสียงหลง  และหันไปเขกหัวเจ้าน้องตัวดีอย่างหมั่นไส้ให้เด็กสาวร้องเสียงหลงก่อนจะหันมาหยิกแก้แค้น  ท่าทางของพี่น้องทั้งสองเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ร่วมวงได้เป็นอย่างดี  และนั่งทานกันไปไม่เท่าไหร่ก็มีเพื่อนบ้านในละแวกใกล้เคียงเข้ามานั่งรวมวงด้วย  ต่างจังหวัดก็แบบนี้  บ้านใกล้เรือนเคียงสนิทกันเหมือนญาติ  ไม่มีกำแพงอิฐกั้น  ไม่มีความห่างเหินใด ๆ ทั้งสิ้น

 

                ครืน…  ครืน…  ครืน…

 

                แรงสั่นจากวัตถุในกระเป๋ากางเกงทำเอาธีรพัฒน์สะดุ้งเฮือก  ชายหนุ่มดึงโทรศัพท์สีดำออกมาจากกระเป๋าและเมื่อเห็นชื่อที่ขึ้นอยู่บนหน้าจอก็ลอบกลืนน้ำลาย  ก่อนจะขอตัวออกมาจากวงซึ่งก็ไม่มีใครสนใจมากนักด้วยกำลังคุยกันอย่างออกรส

 

                ชายหนุ่มเดินห่างออกมาจากตัวบ้าน  และมาหยุดอยู่ข้างบ้านที่เงียบสงบ  ก่อนจะกดรับสาย

 

                “ครับพี่ธารา” 

 

                ‘นายอยู่ไหน’  น้ำเสียงนิ่งเรียบจากปลายสายดังกลับมา

 

                “บ้านคุณยายครับ” 

 

                ‘ถึงนานแล้วหรือ’

 

                “ตั้งแต่เที่ยง ๆ น่ะครับ  แล้วพี่ธาราประชุมเสร็จแล้วเหรอครับ”

 

                ‘เสร็จนานแล้ว’

 

                เสร็จนานแล้ว?  ชายหนุ่มทวนในใจอย่างอดไม่ได้  แต่ไม่แวะกลับบ้านหรือโทร.บอกกันเลย?

 

                ‘หึ  กำลังด่าฉันอยู่ในใจสินะ’  น้ำเสียงปลายสายมีแววกรุ่น  ให้ผู้ฟังต้องรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน

 

                “เปล่านะครับ  ผมจะกล้าด่าพี่ได้ยังไง”  ธีรพัฒน์พูดรัวเร็ว  “พี่พักผ่อนอยู่คอนโดฯดีกว่าครับ”  นี่ก็บ่ายสองกว่าแล้ว  กว่าจะขับรถมาถึงคงเย็นพอดี  เขาต่อประโยคในใจ 

 

                ‘ไม่’  ปลายสายพูดทันที  เล่นเอาคนทางนี้งงหนัก  ‘ฉันถึงแล้ว  ออกมารับด้วย’

 

                ยังไม่ทันถาม  ยังไม่ทันได้ตอบรับอะไรกลับไป  อีกฝั่งก็ตัดสายไปเสียแล้ว  ร่างสูงยืนงงอยู่กับที่  เมื่อครู่นี้คน ๆ นั้นว่าอะไรนะ  ถึงแล้วงั้นเหรอ!?

 

                เพื่อยืนยันคำพูด  เสียงล้อรถเสียดสีกับพื้นถนนดังขึ้นไกล ๆ เพราะความเงียบสงบของทุ่งนากว้างจึงทำให้ได้ยินเสียงอะไรต่อมิอะไรได้ชัดเจน  ธีรพัฒน์มองขึ้นไปบนถนนยกสูงก็พบกับรถยนต์คุ้นตาแล่นเข้ามาจอดถัดจากรถของป้าวรรณ  เท่านั้นล่ะ  เขาก็ไม่คิดอะไรทั้งนั้น  รีบวิ่งออกไปรับตามคำสั่งในทันที

 

                รถยนต์คันสวยจอดนิ่งสนิท  ก่อนประตูรถจะเปิดออก  ตามมาด้วยร่างโปร่งเพรียวที่ก้าวออกมา  ชายหนุ่มอยู่ในชุดเดียวกับเมื่อเช้า  ต่างไปแค่ไม่มีเสื้อสูทตัวนอกกับเนกไทเพียงเท่านั้น  ธารายกมือขึ้นปลดกระดุมสองเม็ดบนและพับแขนเสื้อเชิ้ตราคาแพงถึงศอก

 

                “พี่น่าจะโทร.บอกกันก่อน”  ธีรพัฒน์พูดขึ้นมาทันทีที่เดินมาถึง  “เกิดคลาดกันขึ้นมา…” 

 

                “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ดี  ฉันจะได้ขับรถกลับ”  ธาราตอบเสียงเรียบเหมือนเคย  ให้คนถามยิ้มเจื่อน  คำพูดต่าง ๆ ผลุบหายไปในลำคอ

 

                ร่างสูงยกมือขึ้นเกาศีรษะ ไม่ค่อยเข้าใจความคิดของคนตรงหน้าสักเท่าไหร่  แต่เอาเถอะ  แต่ไหนแต่ไรมาพี่ธาราก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว  คิดจะทำอะไรก็ทำ  ไม่ค่อยวางแผนอะไรล่วงหน้า  ยกเว้นแต่เรื่องงานเพียงอย่างเดียวที่ดูเจ้าตัวจะทำได้อย่างไม่มีที่ติ  เพราะอย่างนี้กระมังป้าวรรณถึงอดห่วงไม่ได้สักที

 

                “พี่ทานอะไรมารึยังครับ  ถ้ายังเดี๋ยวผมจะไปทำอะไรง่าย ๆ ให้”  ธีรพัฒน์ถาม  พลางคิดไปถึงอาหารที่ราบเป็นหน้ากลองไปเรียบร้อย  ถ้าเขารู้ว่าคนตรงหน้าจะมาก็คงแบ่งไว้ให้แล้ว

 

                “ฉันไม่หิว”  คนถูกถามตอบสั้น ๆ  ก่อนจะว่าไปอีกเรื่องและพยัดพเยิดไปยังบ้านหลังเล็ก  “อยู่กันครบเลยใช่ไหม”

 

                “ถึงไม่หิวก็ต้องกินนะครับ” 

 

                “ฉันถามว่าอยู่กันครบเลยใช่ไหม”  ธาราไม่สนใจประโยคนั้น  หากถามซ้ำเสียงเย็นโดยไม่คิดจะหันมองใบหน้าที่ทอแววกังวลอย่างไม่ปิดบังของคนข้าง ๆ แม้แต่น้อย

 

                “ก็ครบครับ  ยายแก้ว  ป้าพร  ลุงแจ๊ว  ลุงครวญ  อาเล็ก  แล้วก็เพื่อนบ้านคนอื่น ๆ ด้วย”  คนถูกถามจำเป็นต้องตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ 

 

                “งั้นรึ”  ร่างโปร่งเหยียดยิ้ม  นัยน์ตาทอประกายขุ่นเคืองอย่างชัดเจน  “ทีอย่างนี้ล่ะมากันครบเลยนะ”

 

                …ทีอย่างนี้ล่ะมากันครบ  ชายหนุ่มรู้สึกหงุดหงิด  พวกญาติ ๆ เป็นอย่างนี้ทุกครั้ง  เวลาที่แม่เขามีเรื่องหรือประสบปัญหาไม่เคยโผล่หัวมาสักคน  ไม่มีแม้แต่คำปลอบใจหรือคำให้กำลังใจ  แต่ยามแม่เขามีชีวิตที่ดี  ไม่มีเรื่องราวอะไรก็จะเข้ามาหากันไม่ได้ขาด  ซึ่งจุดประสงค์ของการมาหานั้นมีเพียงอย่างเดียวคือ…เงิน

 

                พี่น้องของแม่ไม่มีใครเรียนจบมัธยมเลยสักคน  มีแม่คนเดียวที่เรียนจบถึงขึ้นได้ทำงานอันมีเกียรติ  เป็นที่นับหน้าถือตาในสังคม  พี่น้องแต่ละคนเอาแต่อิจฉาแม่ของเขา  ว่าโชคดีบ้างล่ะ  เกิดมาฉลาดบ้างล่ะ  และก็ด่าทอโชคชะตาของตัวเองที่เกิดมาไม่มีวาสนา  และต่ำต้อย   

 

                ทุกครั้งที่ได้ยินแบบนั้นเขาอยากจะตะโกนใส่หน้าให้รู้สำนึกกันเสียที  ในเมื่อตัวเองไม่ขวดขวาย  ไม่เรียนหนังสือ  ชีวิตจะไปสุขสบายได้ยังไง  เอาแต่ว่าอิจฉาแม่ของเขา  แต่ไม่เคยไม่ย้อนกลับมาดูการกระทำของตัวเองเลย

 

                “พี่ธารา”  เมื่อเห็นคนตรงหน้าเงียบไป  ธีรพัฒน์จึงลองเรียก  หากแต่อีกฝ่ายก็ยังคงเงียบอยู่เช่นเดิม  ดูไม่ได้ยินเสียงของเขาเลยสักนิด  เห็นแบบนั้นเขาก็ทำอะไรไม่ถูกจึงทำได้แค่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น

 

                คนพวกนี้อยู่ไปก็รกโลก…  ยิ่งคิด  ธาราก็ยิ่งรู้สึกว่าตนกำลังจมดิ่งลงสู่หุบเหวอันดำมืด  ความเกลียดชังและแค้นเคืองล้นทะลักอยู่ในอกจนแทบสำลัก

 

                แม่ของเขาทำงานเหนื่อยแค่ไหนไม่เคยมีใครรู้  เดือดร้อนก็เข้ามาหา  มาขอความช่วยเหลือต่าง ๆ นา ๆ แต่ยามตัวเองสบายกลับหายหัวกันไปหมด  หรือแม้แต่การแสร้งมาเยี่ยมซึ่งจุดประสงค์หลักคือการมาขอเงินหรือความช่วยเหลือ  ไม่ได้มาเพราะห่วงใยอะไรทั้งสิ้น  

 

                ไอ้พวกไม่รู้จักบุญคุณ!

 

                ทำอะไรหวังแต่ผลตอบแทน  แม้แต่ญาติกันเองยังเป็นแบบนี้  คนอื่นคงไม่ต้องพูดถึง…  

 

                นอกจากพ่อแม่แล้ว  บนโลกนี้คงไม่มีใครที่จะรักหรือห่วงใยเราได้โดยไม่มีเงื่อนไขอีก 

 

                “พี่ครับ” 

 

                “อะไร”  ร่างโปร่งเรียกตัวเองออกจากภวังค์  และหันไปมองคนข้างกาย  ใบหน้าของธีรพัฒน์มีแต่ความห่วงกังวลซึ่งเขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่ารำคาญและเสแสร้งสิ้นดี

 

                “ไม่ครับ  ไม่มีอะไร  พวกเรารีบไปที่บ้านกันเถอะครับ”  อีกฝ่ายกล่าวเสียงเบา  ก่อนจะเดินนำไปยังบ้านหลังเล็กเบื้องล่าง  โดยไม่รู้เลยว่าสายตาของคนที่จับจ้องตนอยู่นั้น  อัดแน่นไปด้วยความเกลียดชังและแค้นเคืองมากเพียงใด

 

 

 

 

 *Law firm = สำนักงานกฎหมาย

 

TBC.

..............................

 

มาอัพแล้วค่า^^ หลายคนบอกอ่านตอนก่อน ๆ แล้วรู้สึกกดดัน มาอ่านตอนนี้แล้วจะกดดันมากขึ้นมั้ยเนี่ย ฮาา

ธาราหรือริณเป็นพวกแค้นฝังหุ่น เลยออกมาเป็นอย่างที่เห็นแหละน่อ 

 

 

นิยายเรื่องนี้เรามีลงไว้ในเด็กดีด้วยนะคะ จะอัพเร็วว่าเอกทีนตอนนึง(บอกไว้ก่อนเดี๋ยวจะหาว่าไปลอกมา 555)

สุดท้ายก็ขอบคุณที่จิ้มเข้ามาอ่านเรื่องนี้นะคะ แล้วเจอกันตอนต่อไปค่ะ^^