ใครว่าหนังเด็กไม่ให้ข้อคิด(How to train your dragon)
posted on 06 Nov 2010 09:52 by deciso in Diaryอาจจะช้าไป(ไม่)นิดสำหรับการพูดถึงหนังเรื่องนี้
How to train your dragon
...
..
ความจริงแล้วไอ้เดดูเรื่องนี้ในโรงมารอบนึงแล้ว ตอนรบเร้าว่าอยากดูก็ถูกมองว่าปัญญาอ่อนเพราะหลายคนเห็นว่าเป็นหนังเด็ก= ="(...แต่เราก็ไม่แคร์อยู่ดี)
รู้สึกจะเข้าเมื่อปลายเดือนมีนา 53 หลังจากดูจบไอ้เดก็คร่ำครวญมาตลอด 7 เดือนว่าอยากดูอีก และเมื่อไหร่แผ่นจะออก(ซึ่งตอนนี้มันก็ออกมาแล้ว เย้!)
หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกที่พอออกมาจากโรงแล้วอยากจะกลับเข้าไปดูใหม่ทันที(แต่ติดที่เพื่อนซึ่งดูจะไม่ประทับใจเท่าไหร่)
...เป็นหนังเรื่องแรกที่พอดูจบก็ไปตะเกียกตะกายหาหนังสืออ่าน(ซึ่งมันไม่มีแปลไทยก็ต้องงมภาษาอังกฤษเอาOTL)
...เป็นหนังเรื่องแรกที่เราไปหาเพลงประกอบเป็นบ้าเป็นหลัง
...เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำเราบ้านานขนาดนี้
...และเป็นหนังเรื่องแรกที่รอวันที่แผ่นออกถึงขนาดว่าถ้าไม่ออกจะสั่งซื้อจากนอก
โอเคค่ะ คนอื่นอาจจะหาว่าไอ้เดมันบ้า ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดีก็แล้วกัน...เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรักหนังเรื่องนี้ได้มากขนาดนี้
สำหรับเราแล้วมันเป็นหนังที่แฝงข้อคิดไว้เยอะมาก(และก็โดนกับตัวเองด้วย) ถ้าไม่เบื่อกันก็เชิญเลื่อนลงอ่านได้เลยจ้า
....
...
..
.
เราเข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยหวังแค่ว่าเอาฮาเพราะดูหนังตัวอย่างแล้วมันฮาได้โล่...
แต่พอได้ดูมันกลับให้อะไรมากกว่านั้น มันให้ทั้งความสนุก ความสุข เหงา เศร้า และแง่คิดต่างๆที่สะท้อนออกมาให้เห็นด้วยเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อน
(สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้มีเนื้อหาสปอยล์เน้อ)
How to train your dragon เป็นเรื่องเกี่ยวกับไวกิ้งที่มีชีวิตอยู่ด้วยศักดิ์ศรีโดยศักดิ์ศรีนั้นมาจากการฆ่ามังกร
ตัวเอกซึ่งก็คือฮิคคัพ เป็นเด็กที่คล้ายกับแกะดำในเผ่า คือแทนที่เขาจะฆ่ามังกรแต่เขากลับเป็นเพื่อนกับมังกรซึ่งถือเป็นสิ่งต้องห้าม เรื่องราวว่าเขาไปเจอมังกรแล้วเป็นเพื่อนกันได้ยังไงก็ไปดูเอาเองเน้อ
หลังจากได้เป็นเพื่อนกันแล้ว(มังกรตัวนั้นชื่อ Night Fury ซึ่งมีคนแปล 2 แบบคือ ราตรีพิโรธ กับเพลิงนิล แต่เราจะขอเรียกตามฮิคคัพแล้วกันว่า เจ้ากุดหรือเขี้ยวกุด) ฮิคคัพไปฝึกบินกับมันทุกวันจนทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักกันในที่สุด
และเพราะการที่ฮิคคัพเลี้ยงเจ้าเขี้ยวกุดนี้เองก็ทำให้เขาได้รู้จักมังกรมากขึ้น คือ เขาได้รู้ว่ามังกรไม่ได้ดุร้ายอย่างที่คิด
ถ้าเราไม่ทำอะไรมันก่อนมันก็จะไม่ทำอะไรเรา นอกจากนี้เขายังได้รู้ด้วยว่ามังกรไม่ชอบอะไร แพ้อะไร ทำให้เขาเอาสิ่งที่ได้รู้ไปใช้ในการต่อสู้กับมังกรซึ่งเขากับเพื่อนวัยเดียวกันจะต้องเข้าฝึก จากที่เมื่อก่อนฮิคคัพเป็นเด็กไม่เอาไหนก็กลับกลายเป็นว่าเขาสามารถเอาชนะมังกรได้(อย่างง่ายๆด้วย)
ทีนี้ก็ยุ่งกันล่ะ ฮิคคัพกลายเป็นคนดังแถมยังได้รับเลือกให้ไปฆ่ามังกรที่ดุร้ายอีกด้วย(ประมาณว่าใครเอาชนะเจ้าตัวนี้ได้จะได้เป็นผู้นำ)
มาตอนนี้ฮิคคัพก็รู้แล้วว่าเจ้าเขี้ยวกุดต้องไม่ปลอดภัยแน่ๆ เลยกะหาทางหนี แต่ก็ดันมีคนมาเจอคนนั้นคือแอสทริดเพื่อนวัยเดียวกันนั่นเอง ตอนแรกแอสทริคก็รับไม่ได้ที่ฮิคคัพเป็นมิตรกับมังกร แต่พอพระเอกของเราพิสูจน์ให้เห็นว่ามังกรไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดก็เริ่มยอมรับได้
และก็เกิดคำถามมาว่า พรุ่งนี้จะต้องไปฆ่ามังกรแล้ว ฮิคคัพจะทำยังไง
ฮิคคัพก็บอกว่าจะหาวิธีให้ได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องเปลี่ยนความคิดทุกคนให้ได้
ตอนนี้ก็มาถึงวันประลอง แรกๆก็เหมือนวิธีฮิคคัพจะเวิร์คแต่ก็ดันมีเหตุขัดข้องทางเทคนิก(ไปดูเองนะจ๊ะ) ทำให้ทุกอย่างผิดพลาดไปหมดจนถึงขนาดเจ้าเขี้ยวกุดถูกจับ
และเพราะความลับที่เป็นเพื่อนกับมังกรถูกเปิดเผย ฮิคคัพจึงเป็นที่รังเกียจ(ใช้คำนี้อาจแรงไป ...ประมาณว่าเป็นที่ผิดหวังก็แล้วกัน)ของทุกคนในเผ่า เห็นจะมีอยู่คนเดียวที่อยู่เคียงข้างก็คือแอสทริค
ตรงฉากนี้เราประทับใจมากเพราะมันสะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่าง
คือฉากที่แอสทริดเข้ามาพูดกับฮิคคัพประมาณว่า เจ้าต้องสูญเสียทุกอย่างทั้งสหาย พ่อ และเผ่า
จะขอยกบทสนทนามาแล้วกันเน้อ อาจจะไม่เป๊ะนะคะ^^”
ฮิคอัพ : สรุปได้แรงดีนี่ ข้าโง่เองที่ไม่ฆ่ามัน(เจ้าเขี้ยวกุด)ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก”
แอสทริด : นั่นน่ะสิ ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าทำไมเจ้าไม่ฆ่า ถ้าเป็นคนอื่นคงทำไปแล้ว
ฮิคคัพ : เพราะข้าทำไม่ได้ ข้ามันขี้ขลาด ใจไม่ถึง เจ้าเข้าใจรึยัง !?
แอสทริด : ทำไม่ได้หรือไม่ทำกันแน่
ฮิคคัพ : จะยังไงมันก็เหมือนกันนั่นแหละ ยังไงข้าก็ไม่ได้ฆ่ามัน ข้าเป็นไวกิ้งคนแรกที่ไม่ฆ่ามังกร
แอสทริด : ...แต่เป็นคนแรกที่ได้ขี่มัน
ประโยคนี้ของแอสทริดนี่แหละที่เรารู้สึกประทับใจที่สุด เราว่าแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวมันก็สะท้อนอะไรออกมาให้เห็นได้หลายทาง
หรืออีกบทสนทนานึง อันนี้เห็นชัดกว่าข้างบน
คือมีคนมาพูดกับฮิคคัพว่า “อย่าดิ้นรนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเจ้า”
สาเหตุที่พูดแบบนี้ก็เพราะตอนนั้นฮิคคัพอยากจะเป็นเหมือนไวกิ้งคนอื่นๆ(อันนี้เป็นความรู้สึกก่อนจะมาเจอเจ้ากุด)
เวิ่นมาซะนานจนจะกลายเป็นเล่าเรื่องอยู่แล้ว 555+ มาเข้าในสิ่งที่ไอ้เดอยากจะสื่อเลยละกันนะคะ
...
..
.
สำหรับเราแล้วหนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตที่เป็นอิสระ ไม่ยึดแบบแผนของใคร ประมาณว่าตัวของเราเราก็ต้องลิขิตเอง
ในบางครั้ง สิ่งที่ดีสำหรับคนอื่นอาจไม่ใช้สิ่งที่ดีที่เหมาะกับเราก็ได้ ไม่ใช่ว่าไม่ให้ทำตาม แต่ก็รับมาแต่พอดีและปรับให้เข้ากับชีวิตของเรา การที่เราทำตัวต่างจากคนอื่นใช่ว่าจะแย่เสมอไป ใช่ว่าถ้าไม่ไปก้าวไปตามทางเดียวกับคนอื่นแล้วเราจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเสียเมื่อไหร่
ภูเขาทุกลูกย่อมมีทางขึ้นได้หลายทางซึ่งทุกทางต่างก็นำไปสู่ยอดเขาทั้งสิ้น ขอเพียงแค่เรามองยอดเขาเอาไว้ และค่อยๆเดินไปหามันยังไงสักวันก็ต้องถึงแน่(ถ้าเราไม่ท้อแท้ไปซะก่อนน่ะนะ) จะถึงช้าหรือเร็วก็อยู่ที่ใจของเรา
แต่ถึงตัวเราเองจะคิดแบบนี้แต่บอกตามตรงว่าเราก็ยังกลัวถ้าก้าวไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย
...กลัวที่จะก้าวไปในเส้นทางที่คนรอบข้างเราไม่เคยก้าวไป ขณะนี้เรากำลังเรียนคณะนิติศาสตร์ ใจหนึ่งเราชอบกฎหมายก็จริงแต่อีกใจเราก็รักศิลปะ
แต่เพราะทางบ้านเราเป็นข้าราชการกันหมดเราเลยกลัวถ้าจะเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่แนวนี้ เรากลัวที่จะเลือกเรียนศิลปกรรม สถาปัตย์หรือมัทนศิลป์แต่เราก็ไม่หนักใจนักหรอกเพราะเราสามารถทำเป็นงานเสริมและงานอดิเรกได้เพราะทางบ้านไม่ได้ห้ามอะไร
แต่เราอยากจะบอกกับคนที่กำลังจะตัดสินใจ หลายๆคนอาจจะได้ยินมาบ่อยแล้วว่าอย่าเลือกตามพ่อแม่(ถ้าไม่ชอบในวิชานั้นจริงๆ)
ไอ้เดก็เข้าใจว่ามันยากที่จะไม่ทำตามเพราะแน่นอนว่าพ่อแม่ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกอยู่แล้ว แต่ยังไงก็อยากจะให้คิดให้ดีว่าคนที่เรียนและต้องใช้ทำงานน่ะไม่ใช่พ่อแม่หรือใคร หากแต่เป็นตัวเราเอง เพื่อนเราหลายคนเลยที่ซิ่ว จากคณะนิติฯที่มี 300 คน ตอนนี้ลดลงไปอยู่ที่ 200 กว่าแล้ว
เราก็ไม่ว่าหรือรู้สึกไม่ดีกับเพื่อนที่ซิ่วไปหรอก เพราะรู้ว่านิติศาสตร์คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับเขา มันเป็นอาชีพที่มั่นคงก็จริงแต่เขาก็เลือกที่จะไปเพราะมันไม่เหมาะกับตัวเอง เรียนไปแล้วไม่มีความสุข แค่เรียนยังขนาดนี้พอจบไปทำงานต้องอยู่กับมันตลอด 24 ชั่วโมง จะไม่อกแตกตายเหรอ...
จริงอยู่ที่จบไปอาจจะไม่ได้ทำงานในด้านที่ตนเรียนมา แต่ยังไงตอนเรียนเราก็ต้องตั้งเป้าไว้ไม่ใช่เหรอว่าจบไปจะทำอะไร จะเป็นอะไร คงไม่ใช่ว่าเรียนๆไปโดยไม่ตั้งเป้าหมายหรอกนะ(ถ้าเป็นแบบนั้นได้เหี่ยวเฉากันพอดี....ชีวิตไม่มีจุดหมาย...ไม่มีความฝัน)
โอย...นี่ไอ้เดพูดบ้าอะไรเนี่ย กลับไปอ่านเองก็มึนเอง 5555+
เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้ให้แง่คิดอะไรหลายอย่างแล้วกัน นอกจากเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องแต่คงไม่ขอพูดเพราะเดี๋ยวยาว(ฮา)
สำหรับเราเราว่าหนังทุกเรื่องแฝงข้อคิดไว้หมดนั่นแหละอยู่ที่ว่าเราจะนั่งคิดในสิ่งที่ได้ดูได้ฟังรึเปล่า
แต่ขอแนะนำสำหรับเพื่อนๆที่ชอบดูหนังเลยว่าดูจบแล้วขอให้ลองคิดดูว่าได้อะไรจากเรื่องนั้นๆบ้าง แล้วมันจะทำให้การดูสนุกขึ้นและเข้าถึงหนัง เข้าถึงสิ่งที่ผู้จัดทำต้องการจะสื่อซึ่งทำให้เราได้อรรถรสในการชมได้มากขึ้นโขเลย
อ่า...จบจากโซนวิชาการ มาโซนรกๆบ้าง ...สิ่งที่ประทับใจ
เราประทับใจฉากทะเลกับฉากที่บินมากค่ะ เพราะเราเป็นคนชอบทะเลอยู่ด้วยเลยทำให้ชอบเป็นพิเศษ
ส่วนเรื่องฉากบินมันทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระ ...เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะ อย่าหาว่าบ้าเซ่ !
ต่อมาก็กราฟิก สวยมาก... ภาพต่างๆเหมือนจริง โดยเฉพาะไฟ ดูก็รู้เลยว่าคนทำเอาใจใส่ในรายละเอียดขนาดไหน เพราะไฟของมังกรแต่ละพันธ์แตกต่างกัน บางตัวเป็นลูกไฟ บางตัวเป็นไฟที่หมุนๆ อ่า.. จะอธิบายบายไงดี ...ประมาณว่าเป็นไฟที่ซับซ้อนก็แล้วกัน^^”
ต่อมาก็เพลง เพลงเพราะมาก เข้ากับฉากและความรู้สึกสุดๆ
และสุดท้ายที่ประทับใจคือ...
...
..
ความโมเอะ !
ไม่อยากยอบรับว่าหลงรักความโมเอะของพระเอกและเจ้ากุดเข้าเต็มเปา กร๊าซซซซซซ
น่ารักมากกกกกก นับถือคนออกแบบจริงๆ
ตอนดูนี่เราแอบจิ้นฮิคคัพกับเจ้าเขี้ยวกุดด้วย ประมาณว่าถ้าเจ้าเขี้ยวกุดเป็นคนจะเป็นยังไง โอ้ววว เลือดจะพุ่ง...
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต่อให้จะดีเลิศแค่ไหนก็ต้องมีช่องโหว่อยู่ดี สำหรับหนังเรื่องนี้ก็คือเรื่องหางของเจ้ากุด
คือเราสงสัยว่าทำไมหางมันถึงเป็นแบบนั้น(แบบไหนไปดูเอาเองเน้อ) ใครทำ ฮิคคัพเหรอ แล้วทำไมตอนแรก(ฉากเปิดเลย)มันถึงบินโจมตีได้ แล้วถ้าเกิดเป็นฮิคคัพทำจริงๆทำไมมันถึงไม่โกรธ
...แต่เรื่องคำถามพวกนี้ก็ไม่ซีเรียสอะไรหรอกก็เข้าใจว่าเวลามันมีจำกัด ฮา แต่ถึงจะยังไงเราก็รักเรื่องนี้อยู่ดีละนะ^^
สุดท้ายก็ขอขอบคุณใครก็ตามที่(ทน)อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ ไอ้เดแค่อึดอัดแล้วอยากเวิ่นให้ฟังแค่นั้นแหละ 5555+
และก็....ถ้าใครดูหนังเรื่องนี้แล้วเกิดอาการอยากเวิ่นเหมือนกันก็เชิญตามสบายเลยเน้อ^w^
แล้วเจอกันเอนทรี่หน้าจ้า
ปล. เห็นมั้ย...หนังเด็กก็มีข้อคิดดีๆอยู่เหมือนกันนะจ๊ะเพื่อนรัก
マルセル デ バンプス Marcel de Vamps: 「Dear Girl ~Stories~」



ชื่อ ENG ออกจะเท่ห์ Toothless
ซึ้งกินใจมาก
รู้สึกว่าเราจะชอบแนวเดียวกันครับ
ขอบคุณมาก
จะพยายามดูให้ได้เลยครับ
#1 By DinKhoh on 2010-11-06 11:09