อาจจะช้าไป(ไม่)นิดสำหรับการพูดถึงหนังเรื่องนี้

 

How to train your dragon

 
 

 

 

...

 

 

..

 

ความจริงแล้วไอ้เดดูเรื่องนี้ในโรงมารอบนึงแล้ว ตอนรบเร้าว่าอยากดูก็ถูกมองว่าปัญญาอ่อนเพราะหลายคนเห็นว่าเป็นหนังเด็ก= ="(...แต่เราก็ไม่แคร์อยู่ดี)


รู้สึกจะเข้าเมื่อปลายเดือนมีนา 53 หลังจากดูจบไอ้เดก็คร่ำครวญมาตลอด 7 เดือนว่าอยากดูอีก และเมื่อไหร่แผ่นจะออก(ซึ่งตอนนี้มันก็ออกมาแล้ว เย้!)


 
หนังเรื่องนี้เป็นหนังเรื่องแรกที่พอออกมาจากโรงแล้วอยากจะกลับเข้าไปดูใหม่ทันที(แต่ติดที่เพื่อนซึ่งดูจะไม่ประทับใจเท่าไหร่)

 


...เป็นหนังเรื่องแรกที่พอดูจบก็ไปตะเกียกตะกายหาหนังสืออ่าน(ซึ่งมันไม่มีแปลไทยก็ต้องงมภาษาอังกฤษเอาOTL)


...เป็นหนังเรื่องแรกที่เราไปหาเพลงประกอบเป็นบ้าเป็นหลัง


...เป็นหนังเรื่องแรกที่ทำเราบ้านานขนาดนี้


...และเป็นหนังเรื่องแรกที่รอวันที่แผ่นออกถึงขนาดว่าถ้าไม่ออกจะสั่งซื้อจากนอก

 

 
โอเคค่ะ คนอื่นอาจจะหาว่าไอ้เดมันบ้า ขอน้อมรับไว้ด้วยความยินดีก็แล้วกัน...เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงรักหนังเรื่องนี้ได้มากขนาดนี้


 
สำหรับเราแล้วมันเป็นหนังที่แฝงข้อคิดไว้เยอะมาก(และก็โดนกับตัวเองด้วย) ถ้าไม่เบื่อกันก็เชิญเลื่อนลงอ่านได้เลยจ้า

 

....

 

 

...

 

 

..

 

 

.

 

เราเข้าไปดูหนังเรื่องนี้โดยหวังแค่ว่าเอาฮาเพราะดูหนังตัวอย่างแล้วมันฮาได้โล่...


แต่พอได้ดูมันกลับให้อะไรมากกว่านั้น มันให้ทั้งความสนุก ความสุข เหงา เศร้า และแง่คิดต่างๆที่สะท้อนออกมาให้เห็นด้วยเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อน


 
(สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้มีเนื้อหาสปอยล์เน้อ)
 
How to train your dragon เป็นเรื่องเกี่ยวกับไวกิ้งที่มีชีวิตอยู่ด้วยศักดิ์ศรีโดยศักดิ์ศรีนั้นมาจากการฆ่ามังกร

 

ตัวเอกซึ่งก็คือฮิคคัพ เป็นเด็กที่คล้ายกับแกะดำในเผ่า คือแทนที่เขาจะฆ่ามังกรแต่เขากลับเป็นเพื่อนกับมังกรซึ่งถือเป็นสิ่งต้องห้าม เรื่องราวว่าเขาไปเจอมังกรแล้วเป็นเพื่อนกันได้ยังไงก็ไปดูเอาเองเน้อ

 

หลังจากได้เป็นเพื่อนกันแล้ว(มังกรตัวนั้นชื่อ Night Fury ซึ่งมีคนแปล 2 แบบคือ ราตรีพิโรธ กับเพลิงนิล แต่เราจะขอเรียกตามฮิคคัพแล้วกันว่า เจ้ากุดหรือเขี้ยวกุด) ฮิคคัพไปฝึกบินกับมันทุกวันจนทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักกันในที่สุด

 


และเพราะการที่ฮิคคัพเลี้ยงเจ้าเขี้ยวกุดนี้เองก็ทำให้เขาได้รู้จักมังกรมากขึ้น คือ เขาได้รู้ว่ามังกรไม่ได้ดุร้ายอย่างที่คิด

 

ถ้าเราไม่ทำอะไรมันก่อนมันก็จะไม่ทำอะไรเรา นอกจากนี้เขายังได้รู้ด้วยว่ามังกรไม่ชอบอะไร แพ้อะไร ทำให้เขาเอาสิ่งที่ได้รู้ไปใช้ในการต่อสู้กับมังกรซึ่งเขากับเพื่อนวัยเดียวกันจะต้องเข้าฝึก จากที่เมื่อก่อนฮิคคัพเป็นเด็กไม่เอาไหนก็กลับกลายเป็นว่าเขาสามารถเอาชนะมังกรได้(อย่างง่ายๆด้วย)

 

ทีนี้ก็ยุ่งกันล่ะ ฮิคคัพกลายเป็นคนดังแถมยังได้รับเลือกให้ไปฆ่ามังกรที่ดุร้ายอีกด้วย(ประมาณว่าใครเอาชนะเจ้าตัวนี้ได้จะได้เป็นผู้นำ)

 

มาตอนนี้ฮิคคัพก็รู้แล้วว่าเจ้าเขี้ยวกุดต้องไม่ปลอดภัยแน่ๆ เลยกะหาทางหนี แต่ก็ดันมีคนมาเจอคนนั้นคือแอสทริดเพื่อนวัยเดียวกันนั่นเอง ตอนแรกแอสทริคก็รับไม่ได้ที่ฮิคคัพเป็นมิตรกับมังกร แต่พอพระเอกของเราพิสูจน์ให้เห็นว่ามังกรไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดก็เริ่มยอมรับได้

 

และก็เกิดคำถามมาว่า พรุ่งนี้จะต้องไปฆ่ามังกรแล้ว ฮิคคัพจะทำยังไง

 

ฮิคคัพก็บอกว่าจะหาวิธีให้ได้ ไม่ว่าจะยังไงก็ต้องเปลี่ยนความคิดทุกคนให้ได้

 

ตอนนี้ก็มาถึงวันประลอง แรกๆก็เหมือนวิธีฮิคคัพจะเวิร์คแต่ก็ดันมีเหตุขัดข้องทางเทคนิก(ไปดูเองนะจ๊ะ) ทำให้ทุกอย่างผิดพลาดไปหมดจนถึงขนาดเจ้าเขี้ยวกุดถูกจับ

 

และเพราะความลับที่เป็นเพื่อนกับมังกรถูกเปิดเผย ฮิคคัพจึงเป็นที่รังเกียจ(ใช้คำนี้อาจแรงไป ...ประมาณว่าเป็นที่ผิดหวังก็แล้วกัน)ของทุกคนในเผ่า เห็นจะมีอยู่คนเดียวที่อยู่เคียงข้างก็คือแอสทริค

 

ตรงฉากนี้เราประทับใจมากเพราะมันสะท้อนให้เห็นอะไรหลายอย่าง

 

คือฉากที่แอสทริดเข้ามาพูดกับฮิคคัพประมาณว่า เจ้าต้องสูญเสียทุกอย่างทั้งสหาย พ่อ และเผ่า

 

จะขอยกบทสนทนามาแล้วกันเน้อ อาจจะไม่เป๊ะนะคะ^^”

 

ฮิคอัพ : สรุปได้แรงดีนี่ ข้าโง่เองที่ไม่ฆ่ามัน(เจ้าเขี้ยวกุด)ตั้งแต่เจอกันครั้งแรก”


แอสทริด : นั่นน่ะสิ ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าทำไมเจ้าไม่ฆ่า ถ้าเป็นคนอื่นคงทำไปแล้ว


ฮิคคัพ : เพราะข้าทำไม่ได้ ข้ามันขี้ขลาด ใจไม่ถึง เจ้าเข้าใจรึยัง !?


แอสทริด : ทำไม่ได้หรือไม่ทำกันแน่


ฮิคคัพ : จะยังไงมันก็เหมือนกันนั่นแหละ ยังไงข้าก็ไม่ได้ฆ่ามัน ข้าเป็นไวกิ้งคนแรกที่ไม่ฆ่ามังกร


แอสทริด : ...แต่เป็นคนแรกที่ได้ขี่มัน

 

ประโยคนี้ของแอสทริดนี่แหละที่เรารู้สึกประทับใจที่สุด เราว่าแค่ประโยคนี้ประโยคเดียวมันก็สะท้อนอะไรออกมาให้เห็นได้หลายทาง

 

 

หรืออีกบทสนทนานึง  อันนี้เห็นชัดกว่าข้างบน

 


คือมีคนมาพูดกับฮิคคัพว่า “อย่าดิ้นรนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเจ้า”


สาเหตุที่พูดแบบนี้ก็เพราะตอนนั้นฮิคคัพอยากจะเป็นเหมือนไวกิ้งคนอื่นๆ(อันนี้เป็นความรู้สึกก่อนจะมาเจอเจ้ากุด)

 

เวิ่นมาซะนานจนจะกลายเป็นเล่าเรื่องอยู่แล้ว 555+ มาเข้าในสิ่งที่ไอ้เดอยากจะสื่อเลยละกันนะคะ

 

 

...

 

 

..

 

 

.

 

 


สำหรับเราแล้วหนังเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินชีวิตที่เป็นอิสระ ไม่ยึดแบบแผนของใคร ประมาณว่าตัวของเราเราก็ต้องลิขิตเอง

 


ในบางครั้ง สิ่งที่ดีสำหรับคนอื่นอาจไม่ใช้สิ่งที่ดีที่เหมาะกับเราก็ได้ ไม่ใช่ว่าไม่ให้ทำตาม แต่ก็รับมาแต่พอดีและปรับให้เข้ากับชีวิตของเรา การที่เราทำตัวต่างจากคนอื่นใช่ว่าจะแย่เสมอไป ใช่ว่าถ้าไม่ไปก้าวไปตามทางเดียวกับคนอื่นแล้วเราจะไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตเสียเมื่อไหร่

 


ภูเขาทุกลูกย่อมมีทางขึ้นได้หลายทางซึ่งทุกทางต่างก็นำไปสู่ยอดเขาทั้งสิ้น ขอเพียงแค่เรามองยอดเขาเอาไว้ และค่อยๆเดินไปหามันยังไงสักวันก็ต้องถึงแน่(ถ้าเราไม่ท้อแท้ไปซะก่อนน่ะนะ) จะถึงช้าหรือเร็วก็อยู่ที่ใจของเรา

 

แต่ถึงตัวเราเองจะคิดแบบนี้แต่บอกตามตรงว่าเราก็ยังกลัวถ้าก้าวไปในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย

 

...กลัวที่จะก้าวไปในเส้นทางที่คนรอบข้างเราไม่เคยก้าวไป ขณะนี้เรากำลังเรียนคณะนิติศาสตร์ ใจหนึ่งเราชอบกฎหมายก็จริงแต่อีกใจเราก็รักศิลปะ

แต่เพราะทางบ้านเราเป็นข้าราชการกันหมดเราเลยกลัวถ้าจะเลือกเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่แนวนี้ เรากลัวที่จะเลือกเรียนศิลปกรรม สถาปัตย์หรือมัทนศิลป์แต่เราก็ไม่หนักใจนักหรอกเพราะเราสามารถทำเป็นงานเสริมและงานอดิเรกได้เพราะทางบ้านไม่ได้ห้ามอะไร

 

แต่เราอยากจะบอกกับคนที่กำลังจะตัดสินใจ หลายๆคนอาจจะได้ยินมาบ่อยแล้วว่าอย่าเลือกตามพ่อแม่(ถ้าไม่ชอบในวิชานั้นจริงๆ)

 

ไอ้เดก็เข้าใจว่ามันยากที่จะไม่ทำตามเพราะแน่นอนว่าพ่อแม่ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกอยู่แล้ว  แต่ยังไงก็อยากจะให้คิดให้ดีว่าคนที่เรียนและต้องใช้ทำงานน่ะไม่ใช่พ่อแม่หรือใคร หากแต่เป็นตัวเราเอง เพื่อนเราหลายคนเลยที่ซิ่ว จากคณะนิติฯที่มี 300 คน ตอนนี้ลดลงไปอยู่ที่ 200 กว่าแล้ว

 

เราก็ไม่ว่าหรือรู้สึกไม่ดีกับเพื่อนที่ซิ่วไปหรอก เพราะรู้ว่านิติศาสตร์คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีสำหรับเขา มันเป็นอาชีพที่มั่นคงก็จริงแต่เขาก็เลือกที่จะไปเพราะมันไม่เหมาะกับตัวเอง เรียนไปแล้วไม่มีความสุข แค่เรียนยังขนาดนี้พอจบไปทำงานต้องอยู่กับมันตลอด 24 ชั่วโมง จะไม่อกแตกตายเหรอ...

 


จริงอยู่ที่จบไปอาจจะไม่ได้ทำงานในด้านที่ตนเรียนมา แต่ยังไงตอนเรียนเราก็ต้องตั้งเป้าไว้ไม่ใช่เหรอว่าจบไปจะทำอะไร จะเป็นอะไร คงไม่ใช่ว่าเรียนๆไปโดยไม่ตั้งเป้าหมายหรอกนะ(ถ้าเป็นแบบนั้นได้เหี่ยวเฉากันพอดี....ชีวิตไม่มีจุดหมาย...ไม่มีความฝัน)

 


โอย...นี่ไอ้เดพูดบ้าอะไรเนี่ย กลับไปอ่านเองก็มึนเอง 5555+

 

 

เอาเป็นว่าหนังเรื่องนี้ให้แง่คิดอะไรหลายอย่างแล้วกัน นอกจากเรื่องนี้ก็ยังมีอีกหลายเรื่องแต่คงไม่ขอพูดเพราะเดี๋ยวยาว(ฮา)

 

สำหรับเราเราว่าหนังทุกเรื่องแฝงข้อคิดไว้หมดนั่นแหละอยู่ที่ว่าเราจะนั่งคิดในสิ่งที่ได้ดูได้ฟังรึเปล่า

 

แต่ขอแนะนำสำหรับเพื่อนๆที่ชอบดูหนังเลยว่าดูจบแล้วขอให้ลองคิดดูว่าได้อะไรจากเรื่องนั้นๆบ้าง แล้วมันจะทำให้การดูสนุกขึ้นและเข้าถึงหนัง เข้าถึงสิ่งที่ผู้จัดทำต้องการจะสื่อซึ่งทำให้เราได้อรรถรสในการชมได้มากขึ้นโขเลย

 

 

อ่า...จบจากโซนวิชาการ มาโซนรกๆบ้าง ...สิ่งที่ประทับใจ

 


เราประทับใจฉากทะเลกับฉากที่บินมากค่ะ เพราะเราเป็นคนชอบทะเลอยู่ด้วยเลยทำให้ชอบเป็นพิเศษ
ส่วนเรื่องฉากบินมันทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระ ...เรารู้สึกอย่างนั้นจริงๆนะ อย่าหาว่าบ้าเซ่ !

 


ต่อมาก็กราฟิก สวยมาก... ภาพต่างๆเหมือนจริง โดยเฉพาะไฟ ดูก็รู้เลยว่าคนทำเอาใจใส่ในรายละเอียดขนาดไหน เพราะไฟของมังกรแต่ละพันธ์แตกต่างกัน บางตัวเป็นลูกไฟ บางตัวเป็นไฟที่หมุนๆ อ่า.. จะอธิบายบายไงดี ...ประมาณว่าเป็นไฟที่ซับซ้อนก็แล้วกัน^^”


ต่อมาก็เพลง เพลงเพราะมาก เข้ากับฉากและความรู้สึกสุดๆ

 

และสุดท้ายที่ประทับใจคือ...

 

...

 

..

 


ความโมเอะ !

ไม่อยากยอบรับว่าหลงรักความโมเอะของพระเอกและเจ้ากุดเข้าเต็มเปา กร๊าซซซซซซ
น่ารักมากกกกกก นับถือคนออกแบบจริงๆ

 

ตอนดูนี่เราแอบจิ้นฮิคคัพกับเจ้าเขี้ยวกุดด้วย ประมาณว่าถ้าเจ้าเขี้ยวกุดเป็นคนจะเป็นยังไง โอ้ววว เลือดจะพุ่ง...

 

 

แต่ทุกสิ่งทุกอย่างต่อให้จะดีเลิศแค่ไหนก็ต้องมีช่องโหว่อยู่ดี สำหรับหนังเรื่องนี้ก็คือเรื่องหางของเจ้ากุด


คือเราสงสัยว่าทำไมหางมันถึงเป็นแบบนั้น(แบบไหนไปดูเอาเองเน้อ) ใครทำ ฮิคคัพเหรอ  แล้วทำไมตอนแรก(ฉากเปิดเลย)มันถึงบินโจมตีได้ แล้วถ้าเกิดเป็นฮิคคัพทำจริงๆทำไมมันถึงไม่โกรธ

 


...แต่เรื่องคำถามพวกนี้ก็ไม่ซีเรียสอะไรหรอกก็เข้าใจว่าเวลามันมีจำกัด ฮา แต่ถึงจะยังไงเราก็รักเรื่องนี้อยู่ดีละนะ^^

 

 

สุดท้ายก็ขอขอบคุณใครก็ตามที่(ทน)อ่านมาถึงตรงนี้นะคะ ไอ้เดแค่อึดอัดแล้วอยากเวิ่นให้ฟังแค่นั้นแหละ 5555+

 


และก็....ถ้าใครดูหนังเรื่องนี้แล้วเกิดอาการอยากเวิ่นเหมือนกันก็เชิญตามสบายเลยเน้อ^w^

 

 

แล้วเจอกันเอนทรี่หน้าจ้า

 

 

ปล. เห็นมั้ย...หนังเด็กก็มีข้อคิดดีๆอยู่เหมือนกันนะจ๊ะเพื่อนรัก

 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

แค่อ่านก็ประทับใจแล้วครับ
ซึ้งกินใจมาก
รู้สึกว่าเราจะชอบแนวเดียวกันครับ
ขอบคุณมาก
จะพยายามดูให้ได้เลยครับ

#1 By DinKhoh on 2010-11-06 11:09

จริงๆโทชิดูได้ทุกแนวนะ หนังน่าดูมากเลยฮะ XD

#2 By PuppyToshi on 2010-11-06 11:12

สิ่งที่ได้จากหนังเรื่องนี้ก็คือ....

"CHANGE"

เราจะเปลี่ยนความคิดเพื่อมวลมนุษยชาติ!!!
จาก...บารัค โอบาม่า (ซะงั้น)question


แล้วก็ มังกรน่ารักจังเลยคับ

#3 By shinji_bayan on 2010-11-06 12:08

เรื่องนี้ ใครชอบความเป็นอิสระต้องสมควรดูนะคะเนี่ย

ไม่ใช่แค่ภาพสวยอย่างเดียว แต่เรื่องนี้แฝงไปด้วยข้อคิดที่มีประโยชน์ล้วนๆ

เรื่องนี้พี่เปรียบเทียบกับคนบนโลกมนุษย์ที่เมื่อก่อนดำเนินตามความเชื่อของเผ่าจนกาลเวลาผ่านไป คนบนโลกก็เริ่มเข้าใจเหตุและผลกันมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการปฎิวัติในประเทศต่างๆที่บางกลุ่มยังคงยึดติดกับความคิดเดิมๆอยู่

ถ้าพี่ยูริไปอยู่เผ่าในหนัง พี่เองก็ยอมแหกกฎเช่นกันค่าconfused smile

Hot! Hot!

#4 By Yurichan on 2010-11-06 12:13

อยากดูเรื่องนี้มากๆเลย มีแต่คนบอกว่าสนุกอยากดูบ้าง
โอ่วว ข้อคิดดีจริงๆค่ะ ไว้ว่างๆจะไปหามาดูให้ได้เลย;;w;;b+

ทางนี้ก็เหมือนกันเลย!!!!ที่บ้านตั้งแต่พ่อแม่พี่ป้าน้าอาก็สายวิทย์หมดorz"
ส่วนใหญ่ก็วิศวะกับหมอไม่ก็เรียนวิทย์พวกเคมี ฟู๊ดไซน์ไปเลยทั้งนั้นorz""" ทางนี้เลยมีแต่คนจะให้เรียนวิทย์ โฮฮฮฮ
มีพี่สองคนแหวกไปบัญชีเหมือนกัน แต่ทั้งครอบครัวเรานี่ไม่มีพวกที่เรียนภาษาหรือศิลป์จริงๆเลยแม้แต่คนเดียวT T"
ตอนแรกเราก็ก่ะว่าจะเรียนศิลป์ค่ะ แต่ที่บ้านบอกให้เรียนๆวิทย์ไปก่อนเพราะหางานง่ายกว่า พวกศิลปะกับภาษาไว้ไปหาเรียนเสริมเอาก็ได้สุดท้ายเลยต้องทนเรียนไปorz""
ปีหน้าเลือกจะเข้าวิศวะไปแล้วด้วย โฮฮฮฮ แอบกลัวจะต้องซิ่วกร๊ากกกกกกกก เศร้าาาา orz""""""

#5 By █ ▌ll Rumine ll ▌█ on 2010-11-06 16:26

ภาพงามแท้ >,< ทำไมใครๆเห็นหนัง3D แล้วต้องคิดว่ามันเป็นการ์ตูนเด็ก ไม่ใช่แบบนั้นซะหน่อย

อยากดูหนังบ้างจัง มันเป็นเวรกรรมอะไรเรอะ ทำไมต้องเมากลิ่นป็อปคอร์นด้วย = ='' อ่านสปอยล์แล้วรู้สึกว่าน่าดูจริงๆ

เรื่องการใช้ชีวิตตามแบบตัวเอง เพราะชีวิตจริงมันไม่ง่ายนัก การจะเลือกเองมันก็น่ากลัวอยู่เนอะ แต่เราก็เลือกมาขนาดนี้แล้วนี่นา พยายามในส่วนนี้แล้วกันนะ!

สู้ๆ!

#6 By Little_Him on 2010-11-07 01:28

นอกจากนี้ ถ้าดูจนจบ อาจทำให้ทุกคนเชื่อว่าบาปกรรมมีจริง [รึเปล่า...]

เพราะกุดทั้งคู่ ...........

ว่าแต่คนไทยพากย์ว่าเจ้ากุดเรอะ !? ชื่อ ENG ออกจะเท่ห์ Toothless

#7 By Nurinaki on 2010-12-25 17:14